thansettakij
thansettakij
DELTA อวด 9 เดือนกำไรพุ่ง 30.5% รายได้โตตามลงทุน AI-ดาต้าเซ็นเตอร์

DELTA อวด 9 เดือนกำไรพุ่ง 30.5% รายได้โตตามลงทุน AI-ดาต้าเซ็นเตอร์

27 ต.ค. 69 | 12:29 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ต.ค. 69 | 12:33 น.

DELTA กำไร 9 เดือนโต 30.5% รับรายได้ Q3 พุ่ง 42.4% จากดีมานด์ AI-ดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่ม 69.4% กดอัตรากำไรจากการดำเนินงานเหลือ 10.4%

KEY

POINTS

  • เดลต้า (DELTA) เผยผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 22,913 ล้านบาท เติบโตขึ้น 30.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • การเติบโตของรายได้และกำไรมีปัจจัยหลักมาจากความต้องการผลิตภัณฑ์กลุ่มพลังงานและระบบจ่ายไฟสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ขยายตัวตามการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  • บริษัทคาดการณ์ว่าความต้องการเทคโนโลยี AI จะยังคงสูงต่อเนื่อง และได้เร่งขยายกำลังการผลิตในโรงงานแห่งใหม่เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น

บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA รายงานผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 และงวด 9 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทในไตรมาส 3/2569 จำนวน 7,757.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.25% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 7,441.38 ล้านบาท

ขณะที่งวด 9 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 22,913.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.50% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 17,558.56 ล้านบาท

การลงทุน AI หนุนผลงาน

ปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการมาจากความต้องการผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพลังงานและระบบจ่ายกำลังไฟสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เติบโตแข็งแกร่งตามการลงทุนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงระบบระบายความร้อน โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบเครือข่าย และการประมวลผลที่ขอบเครือข่าย (Edge Computing)

ส่งผลให้รายได้จากการขายในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 75,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.4% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อนที่ 53,231 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 16.3% จากไตรมาสก่อน โดยผลิตภัณฑ์หลักในทุกสายธุรกิจมีทิศทางการเติบโตดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI

ขณะที่ผลิตภัณฑ์ระบบไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรม ภาคการแพทย์ ระบบการผลิตอัจฉริยะ และระบบอัตโนมัติสำหรับอาคารสีเขียว ยังคงมีความต้องการต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มพลังงานยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในวงจำกัด

เร่งขยายกำลังการผลิตในอาคารโรงงานใหม่ 2 แห่ง

นอกจากนี้ บริษัทได้เร่งขยายกำลังการผลิตในอาคารโรงงานใหม่ 2 แห่ง ภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตและส่งมอบสินค้าได้มากขึ้น

ขณะที่การย้ายฐานการผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วน (Component) ไปยังนิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์มีความคืบหน้าตามแผน อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงมีคำสั่งซื้อรอส่งมอบจำนวนมาก และต้องติดตามความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานอย่างใกล้ชิด

ด้านกำไรขั้นต้นในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 20,697 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.2% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 18.5% จากไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเพิ่มสัดส่วนจําหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง ทั้งนี้ อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 27.3% ลดลงจาก 28.3% ในช่วงเดียวกันกับปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นจาก 26.8% ในไตรมาสก่อน

ต้นทุนสูงกดดันกำไร

ทั้งนี้ ปัจจัยที่กดดันความสามารถในการทำกำไรเนื่องจากได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการตั้งสำรองสินค้าคงคลังเพื่อรองรับการขยายกำลังผลิตและความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการจัดซื้อวัตถุดิบเชิงกลยุทธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปัญหาการขาดแคลน และเตรียมสินค้าให้เพียงพอต่อคำสั่งซื้อของลูกค้า

ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนา อยู่ที่ 12,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.4% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 13.1% จากไตรมาสก่อน หลักๆ จากค่าสิทธิที่ต้องจ่ายให้บริษัทแม่ในไต้หวันเพิ่มขึ้น

ซึ่งเป็นไปตามปริมาณการผลิตและการขายสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสิทธิบัตร รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านภาษีศุลกากรจากมาตรการของรัฐบาลสหรัฐฯ และต้นทุนการขนส่งที่ยังอยู่ในระดับสูง เพื่อรองรับการผลิตและส่งมอบสินค้า

สำหรับค่าอากรส่งออกบางส่วนมีข้อตกลงเรียกเก็บคืนจากลูกค้าตามเงื่อนไขที่กำหนด และรับรู้เป็นรายได้ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นตามกลยุทธ์ยกระดับเทคโนโลยีและขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

นอกจากนี้ บริษัทยังบันทึกประมาณการหนี้สินภาษีส่วนเพิ่มจํานวน 1,363 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์ภาษีเงินได้เสาหลักที่สอง (Pillar Two) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงอาคารโรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการในไตรมาสดังกล่าว

ขณะที่ปัจจัยบวกประกอบด้วย กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 503 ล้านบาท และรายได้ค่าสิทธิ 378 ล้านบาท รวมถึงรายได้ชดเชยจากการผิดสัญญาทางการค้าและรายได้อื่น ส่งผลให้บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานที่ 7,851 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน แต่อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงมาอยู่ที่ 10.4% จาก 14.1% ในช่วงเดียวกันกับปีก่อน

ส่วนฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 212,875 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.0% จากสิ้นปี 2568 โดยมีสินค้าคงเหลือ 68,950 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 98.5% เพื่อรองรับยอดขายและลดผลกระทบจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน

ขณะที่เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ที่ 8,078 ล้านบาท ลดลง 60.3% จากสิ้นปีก่อน เนื่องจากการลงทุนในเครื่องจักร การก่อสร้างโรงงาน และการจ่ายเงินปันผล

ดีมานด์ AI ยังสูง

นายวิกเตอร์ เฉิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DELTA กล่าวถึงทิศทางธุรกิจว่า บริษัทยังคงมุ่งรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงาน โดยเฉพาะระบบจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงแรงดัน 800 โวลต์ (800 VDC) เพื่อรองรับความต้องการของศูนย์ข้อมูลที่ขยายตัว

ตามการลงทุนด้าน Al พร้อมปรับรูปแบบธุรกิจจากการจําหน่ายผลิตภัณฑ์แยกส่วนไปสู่การนำเสนอโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแบบครบวงจร ที่ครอบคลุมระบบแบตเตอรี่สํารอง ตู้จ่ายกระแสไฟฟ้า และซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงาน รวมถึงการให้บริการระยะยาว

เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และสนับสนุนการยกระดับอัตรากำไรในอนาคต โดยบริษัทประเมินว่าความต้องการเทคโนโลยี AI จะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงปี 2569-2570 จากการลงทุนในหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ของ NVIDIA และการพัฒนาชิปเฉพาะงาน (ASIC) ของลูกค้าบางส่วน ซึ่งจะช่วยขยายความต้องการระบบจ่ายไฟและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูล