
หุ้นไทยวันนี้เสี่ยงแกว่งลง รับแรงกดดันหุ้นชิปสหรัฐฯ–น้ำมันแพง
บล.ลิเบอเรเตอร์คาด SET แกว่ง Sideway Down รับแรงกดดันหุ้นชิปสหรัฐฯ และ Brent แตะ 116 ดอลลาร์ แม้ต่างชาติซื้อ 3 วันติด วางกรอบ 1,540–1,585 จุด ชู PTT เป้า 44 บาท
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มแกว่งตัวลง (Sideway down) โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและชิปในตลาดหุ้นสหรัฐฯ
- ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งสูงเกิน 116 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นอีกปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของธุรกิจสายการบิน ขนส่ง และโรงไฟฟ้า
- นักวิเคราะห์ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET Index ไว้ที่แนวรับ 1,540 จุด และแนวต้าน 1,585 จุด โดยแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นพลังงานที่ได้ประโยชน์
นายณัฐพล พัชราพิมล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Equity Analyst) และ Senior Marketing Communication ที่ บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด (Liberator) เปิดมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยวันนี้ (26 ตุลาคม 2569) ว่า SET มีโอกาสแกว่ง Sideway down ถูกกดดันจากหุ้นเทคและชิปสหรัฐฯ ที่ร่วงแรง และราคาน้ำมันดิบ Brent ที่พุ่งเกิน 116 ดอลลาร์
ขณะที่มีแรงหนุนจากต่างชาติซื้อสุทธิ 3 วันติด แนวรับ 1,540 จุด แนวต้าน 1,585 จุด กลยุทธ์ Selective Buy หุ้นพลังงานที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันสูงและปันผลดี หุ้นแนะนำวันนี้ “PTT”
หุ้นเทค-ชิปสหรัฐฯ น้ำมันพุ่ง กดดันบรรยากาศลงทุน
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงคืนวันพฤหัส Nasdaq -2.6%, S&P 500 -1.2% นำโดยหุ้นชิป เพราะ Meta (-7%) ประกาศใช้จ่ายลงทุนสูงขึ้นและกระแสเงินสดอิสระติดลบ ทำให้ตลาดสงสัยความคุ้มค่าของการลงทุน AI ส่วนวันศุกร์ Dow -1.23%
ด้านน้ำมันดิบ Brent ปิด 116 ดอลลาร์ +3% สูงสุดนับจาก 29 เม.ย. เพราะฮูตีโจมตีซาอุฯ และมีรายงานแผนโจมตีอิหร่านหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ 3 พ.ย.เพิ่มความกังวลอุปทานในตะวันออกกลาง เป็นบวกต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำ เป็นลบต่อสายการบิน ขนส่ง และโรงไฟฟ้า ส่วน US 10 Y Bond yield ปรับฐานลงมาใกล้ระดับ 5% ก่อนประชุม FOMC อาทิตย์นี
หุ้นไทยแกว่ง Sideway down กรอบ 1,540-1,585 จุด
สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น SET Index ปิดตลาด 22 ต.ค. ที่ 1,562.67 จุด (+6.58 จุด) จากแรงซื้อแบงก์หลังประกาศงบและหุ้นพลังงาน ขณะที่บาทอ่อนสุดรอบ 3 เดือนที่ 33.72 เพราะดอลลาร์แข็งและน้ำมันแพง
Fund Flow ดีขึ้นโดยต่างชาติซื้อสุทธิ 3,455 ล้านบาท ซื้อ 3 วันติดรวมราว 5.1 พันล้านบาท โดยเน้นแบงก์และหุ้นท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายคาด SET Index วันนี้แกว่งตัว Sideway down กรอบ 1,540-1,585 จุด จับตาธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ กนง. 28 ต.ค. กลยุทธ์ Selective Buy หุ้นพลังงานที่ได้ประโยชน์ราคาน้ำมันสูงรวมถึงมีการจ่ายปันผลในเกณฑ์ดี
หุ้นเด่นแนะนำ
PTT ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 44.00 บาท
คาดกำไรในช่วงครึ่งหลังปี 2569 อยู่ที่ราว 7 หมื่นล้านบาท ภาพรวมยังเติบโตได้ดีแม้จะลดลงจากในช่วงครึ่งแรกปีที่ฐานสูงมาก จากน้ำมันที่ยังอยู่ระดับสูงหนุนธุรกิจสำรวจ ปิโตรเลียม ธุรกิจก๊าซจากความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นและต้นทุนแยกก๊าซที่ลดลง
Valuationน่าสนใจ P/E ปี 2569 ราว 8 เท่า PBV 0.98 เท่า จ่ายปันผลระหว่างกาล 1.40 บาทแล้ว (XD 7 ต.ค.) คาดงวดหลัง 1.50-2.00 บาท (Yield 3.6-4.8%) นอกจากนี้หากมี Payout ratio เพิ่มจะทำให้หุ้นมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น
หุ้นไทยรับแรงหนุนหมุนกลุ่ม Growth เป็น Value Stock
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองต่อตลาดหุ้นโลกและไทยวันนี้ (26 ต.ค. 2569) ว่า DJIA คืนวันศุกร์ปิดลบ 652 จุด (-1.2%) ถูกกดดันจากหุ้นหลายกลุ่มแม้กระทั่ง Defensive ก็ยังปรับตัวลง ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 3.1% ทำสถิติสูงสุดในรอบ 6 เดือนหลังการโจมตี ซาอุฯ ของกลุ่มฮูตีเร่งแรงกดดันด้านอุปทาน
ปัจจัยต่างประเทศ
สถานการณ์รอบด้านยังเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะความกังวลเงินเฟ้อที่จะกดดันตลาดหุ้นเกี่ยวกับ Valuation และต้นทุนการเงิน ช่วงที่ผ่านมาหุ้น Growth จึงเผชิญปัจจัยลบ ค่อนข้างมากขณะเดียวกันกลับพบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลงต่อเนื่อง พร้อมกับ Dollar Index ที่แข็งค่าซึ่ง
ดูจะผิดกับทฤษฎีแต่ภาวะเช่นนี้สะท้อนว่านักลงทุนอยู่ในภาวะเลือกจะปิดรับความเสี่ยงเน้นพักเงินในสินทรัพย์ปลอดภัยแต่ยกเว้นทองคำที่ปรับลง
แต่อย่างไรก็ตามมองการปรับลงเป็นภาวะปกติเนื่องจากผลประกอบการหุ้น Tech เติบโตแข็งแกร่ง หากราคาน้ำมันปรับลงเชื่อว่าสถานการณ์จะกลับมาผ่อนคลาย สัปดาห์นี้รอติดตามผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ
ปัจจัยในประเทศ
ตลาดหุ้นไทยอาจได้แรงหนุนจากการหมุนกลุ่ม Growth มาเป็น Value Stock จากการที่ Growth Stock ถูกกดดันจาก Bond Yield และภาวะเงินเฟ้อสอดคล้องกับกระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มเห็นการกลับมาซื้อสุทธิ 3.4 พันล้านบาทในวันพฤหัส
วันนี้ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,550 – 1,570 จุด อาจเผชิญแรง กดดันจากกลุ่ม TECH แต่ Value Stock อาจได้ประโยชน์ ทั้งนี้ ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนกลับมามองหาโอกาสในกลุ่ม Value เช่นธนาคาร (BBL KBANK KTB SCB) กลุ่มโรงพยาบาล (BCH BH PR9) กลุ่ม Domestic (CPALL CPN MTC SAWAD) กลุ่มพลังงาน (PTT PTTEP TOP PTTGC)
หุ้นแนะนำ
- KBANK : คาดกำไรในไตรมาส 4/2569 จะทรงตัวจากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เพราะผลกระทบจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงถูกชดเชยด้วยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ขยายตัวจากธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง (ซื้อ : ราคาเป้าหมาย 270 บาท)
- BDMS : คาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 3/2569 จะเป็นระดับสูงสุดใหม่ เติบโตจากไตรมาสก่อน และเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากการเติบโตทั้งรายได้ผู้ป่วยชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงมีอัตราการรักษาโรคซับซ้อนสูงขึ้น (ซื้อ : ราคาเป้าหมาย 23 บาท)







