
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก หุ้น AI–ชิปถูกเทขาย Nasdaq ดิ่งกว่า 2%
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีและชิปที่เกี่ยวข้องกับ AI ฉุด Nasdaq ร่วง 2.15% ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปและอังกฤษปิดบวกสวนทาง ด้านราคาน้ำมัน Brent พุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดร่วงหนัก โดยดัชนี Nasdaq Composite ดิ่งลง 2.15% จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
- หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และชิปถูกเทขายอย่างหนัก เช่น Micron, AMD และ Sandisk จากความกังวลเรื่องการแข่งขันและภาระหนี้สินที่อาจสูงเกินไปจากการลงทุนด้าน AI
- การปรับตัวลงครั้งนี้ส่งผลให้ Nasdaq มีผลงานรายสัปดาห์ที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ขณะที่ดัชนีความผันผวน (VIX) พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีและชิปที่เกี่ยวข้องกับ AI ฉุด Nasdaq ร่วง 2.15% ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปและอังกฤษปิดบวกสวนทาง ด้านราคาน้ำมัน Brent พุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางเพิ่มความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนราคาทองคำเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำของกรอบราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยเฟด
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก หุ้น AI–ชิปถูกเทขาย Nasdaq ดิ่ง 2.15%
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 โดยดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลงมากที่สุด 2.15% หลังนักลงทุนเทขายหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้ Nasdaq ลดลงมากกว่า 4% ตลอดทั้งสัปดาห์ นับเป็นผลงานรายสัปดาห์ที่แย่ที่สุดตั้งแต่เดือนมิถุนายน
ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปิดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน สะท้อนแรงกดดันจากตลาดหุ้นเทคโนโลยี โดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังเผชิญแรงขายจากความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันจากจีน ขณะที่กองทุน VanEck Semiconductor ETF ลดลงประมาณ 3% ในวันศุกร์ และร่วงลงราว 10% ตลอดทั้งสัปดาห์
หุ้น Micron Technology, Advanced Micro Devices และ Sandisk ปรับตัวลงเช่นกัน ขณะที่นักลงทุนกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีที่เร่งลงทุนใน AI และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์อาจก่อหนี้มากเกินไป โดยหุ้น CoreWeave ร่วงเกือบ 12% ในวันศุกร์ และลดลง 25% ตลอดทั้งสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน ช่วยพยุงดัชนีดาวโจนส์ไม่ให้ลดลงมากกว่านี้ ขณะที่ดัชนีความผันผวน Cboe Volatility Index (VIX) เพิ่มขึ้นเหนือระดับ 22 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดดังนี้
Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 52,002.41 จุด ลดลง 175.28 จุด หรือ 0.34%
S&P 500 ปิดที่ 7,659.44 จุด ลดลง 84.62 จุด หรือ 1.09%
Nasdaq Composite ปิดที่ 26,140.034 จุด ลดลง 572.992 จุด หรือ 2.15%
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก สวนทางวอลล์สตรีท
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเมื่อวันศุกร์ โดยดัชนี STOXX 600 รวมถึงตลาดหุ้นเยอรมนีและฝรั่งเศสปรับตัวขึ้น แม้ตลาดการเงินโลกยังเผชิญความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนยังเปราะบางจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น ขณะที่นักลงทุนยังติดตามความเสี่ยงทางการคลังของฝรั่งเศส และผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจยุโรป
ดัชนีตลาดหุ้นยุโรปปิดตลาดดังนี้
STOXX 600 ปิดที่ 644.74 จุด เพิ่มขึ้น 4.58 จุด หรือ 0.72%
DAX ตลาดหุ้นเยอรมนี ปิดที่ 25,622.61 จุด เพิ่มขึ้น 239.99 จุด หรือ 0.95%
CAC 40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศส ปิดที่ 7,956.70 จุด เพิ่มขึ้น 22.00 จุด หรือ 0.28%
ตลาดหุ้นอังกฤษปิดบวก รับแรงหนุนหุ้นพลังงาน
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อวันศุกร์ โดยดัชนี FTSE 100 ปรับตัวขึ้นสวนทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ร่วงลงอย่างหนัก หลังหุ้นกลุ่มพลังงานได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องประเมินผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นต่อเงินเฟ้อและต้นทุนภาคธุรกิจ รวมถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศเศรษฐกิจหลัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยุโรปตะวันออก
ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,881.90 จุด เพิ่มขึ้น 41.55 จุด หรือ 0.38%
น้ำมัน Brent พุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ หลังอิหร่านยกระดับโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อวันศุกร์ โดยราคาน้ำมัน Brent แตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ก่อนลดช่วงบวกลงเล็กน้อย หลังอิหร่านยกระดับการโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กลุ่มฮูตีในเยเมนยิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบีย และยูเครนประกาศเดินหน้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียเพื่อตอบโต้การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน
สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก โดยมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันและเรือขนส่งสินค้าอย่างน้อย 9 ลำถูกโจมตีตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ข้อมูลปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัปดาห์สิ้นสุดวันพุธอยู่ที่ 9.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 70% ของค่าเฉลี่ยก่อนเกิดสงครามอิหร่าน สะท้อนผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันในเส้นทางดังกล่าว
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ที่ลดลงมากกว่า 8 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 9 ตุลาคม หลังพายุเฮอริเคน Isaias ทำให้การผลิตบริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกหยุดชะงัก
ตลอดทั้งสัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ส่วน Brent เพิ่มขึ้นเกือบ 5%
ราคาน้ำมันดิบปิดตลาดดังนี้
WTI ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ปิดที่ 101.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.51%
Brent ส่งมอบเดือนธันวาคม ปิดที่ 109.86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.72%
ราคาทองคำทรงตัวใกล้ขอบล่างของกรอบ จับตาเฟดขึ้นดอกเบี้ย
ราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อวันศุกร์ แต่มีแนวโน้มลดลงตลอดทั้งสัปดาห์ หลังนักลงทุนประเมินโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้ ท่ามกลางข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาด ทั้งดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิต ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน
เควิน วอร์ช ประธานเฟด แสดงความเชื่อมั่นต่อความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม แต่ประเมินโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมไว้สูงถึง 90% ตามข้อมูล FedWatch ของ CME
นักวิเคราะห์ระบุว่า ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบและเริ่มเข้าใกล้แนวรับด้านล่าง เนื่องจากตลาดยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย แม้ทองคำจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่การขึ้นดอกเบี้ยจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ ซึ่งไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
ราคาทองคำปิดตลาดดังนี้
ทองคำตลาดสปอตอยู่ที่ 4,175.34 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 0.1% ในวันศุกร์ แต่ลดลง 0.4% ตลอดทั้งสัปดาห์
ทองคำตลาดโคเม็กซ์ ส่งมอบเดือนธันวาคม ปิดที่ 4,198.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 0.7%
ดอลลาร์อ่อนค่า จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด–แรงขายหุ้น AI
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวลงเมื่อวันศุกร์ และมีแนวโน้มปิดสัปดาห์อ่อนค่าลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 เดือนเมื่อเทียบกับเงินยูโรและเงินเยน หลังความคาดหวังเกี่ยวกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเริ่มลดลง
แม้ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาดจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดในช่วงต้นสัปดาห์ แต่ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดที่ไม่ได้ส่งสัญญาณเร่งคุมเข้มนโยบายการเงิน ช่วยให้ตลาดพันธบัตรมีเสถียรภาพมากขึ้นและลดแรงหนุนต่อค่าเงินดอลลาร์
ขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีและ AI ส่งผลต่อทิศทางค่าเงิน โดยนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์และธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน AI
ตลาดประเมินว่าเฟดมีโอกาส 83% ที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้นจาก 49% เมื่อหนึ่งเดือนก่อน
ค่าเงินและดัชนีดอลลาร์ปิดตลาดดังนี้
ดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) ลดลง 0.17% สู่ระดับ 101.87 และมีแนวโน้มลดลง 0.35% ตลอดทั้งสัปดาห์
ยูโรต่อดอลลาร์ ปิดที่ 1.1227 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.08%
ดอลลาร์ต่อเยน ปิดที่ 158.11 เยน ลดลง 0.08%
ปอนด์ต่อดอลลาร์ ปิดที่ 1.3314 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.31%





