
หุ้นไทยพุ่งเกือบ 24% ต่างชาติขายทำกำไร จับตาเงินไหลเข้าปลายปี
SET บวก 24% ต่างชาติขายสุทธิ ต.ค. 7,960 ล้านบาท แต่นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันยังซื้อ 17,150 ล้านบาท โบรกฯ ชี้ลุ้นฟันด์โฟลว์แตะ 1 แสนล้านบาท จับตาดอกเบี้ยสหรัฐฯ และน้ำท่วม
KEY
POINTS
- ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ปรับตัวขึ้นเกือบ 24% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2569 แต่กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงผันผวน
- นักลงทุนต่างชาติมีการขายทำกำไรและปรับพอร์ตในเดือนตุลาคม โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มธนาคาร สวนทางกับภาพรวมตั้งแต่ต้นปีที่ยังเป็นการซื้อสุทธิ
- มีการประเมินว่าเงินทุนต่างชาติอาจไหลกลับเข้ามาได้ถึง 1 แสนล้านบาทภายในสิ้นปี แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา เช่น ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และสถานการณ์ในประเทศ
ดัชนี SET ปรับขึ้นเกือบ 24% ในช่วง 190 วันทำการแรกของปี 2569 แต่เงินทุนต่างชาติยังผันผวน โดยตั้งแต่ต้นปียังซื้อสุทธิ 17,149.88 ล้านบาท ขณะที่เดือนตุลาคมขายสุทธิ 7,960.33 ล้านบาท "กิจพณ ไพรไพศาลกิจ" มองว่าแรงขายทำกำไรและปรับพอร์ตในหุ้นธนาคารถูกซ้ำเติมด้วยความกังวลดอกเบี้ยสหรัฐฯ และน้ำท่วมในประเทศ พร้อมประเมินว่าฟันด์โฟลว์อาจแตะ 1 แสนล้านบาทได้ แต่ยังมีข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนเรื่องดอกเบี้ย สงคราม ภาษี และราคาน้ำมัน
เปิดสถิติหุ้นไทย 10 เดือนบวก 24%
จากการตรวจสอบข้อมูลสถิติดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม - 14 ตุลาคม 2569 พบว่า ปรับขึ้นมาเกือบ 24% แต่แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติยังไม่ต่อเนื่อง หลังกลับมาขายสุทธิในเดือนตุลาคม ท่ามกลางแรงขายทำกำไรและการปรับพอร์ตในหุ้นธนาคาร ขณะที่ความกังวลเรื่องดอกเบี้ยสหรัฐฯ สงคราม ภาษี ราคาน้ำมัน และสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศ ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
โดยในช่วง 190 วันทำการแรกของปี 2569 ดัชนี SET เปิดซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ 1,271.72 จุด ก่อนปิดที่ 1,575.88 จุด เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม เพิ่มขึ้น 304.16 จุด หรือราว 23.9% จากต้นปี ระหว่างทางดัชนีแกว่งในกรอบ 1,235.30–1,652.97 จุด
ส่วนมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 69,382.33 ล้านบาทต่อวัน โดยทำสถิติสูงสุดของปีที่ 159,372.02 ล้านบาท เมื่อวันที่ 4 มีนาคม และต่ำสุดที่ 32,668.65 ล้านบาท เมื่อวันที่ 9 มกราคม
ต่างชายขายหุ้นไทย 10 เดือนทะลุแสนล้าน
แม้ดัชนีปรับขึ้น แต่เม็ดเงินต่างชาติยังเคลื่อนไหวสลับซื้อและขาย ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 14 ตุลาคม (YTD) นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิหุ้นไทย 17,149.88 ล้านบาท โดยนับรวมกันแล้วต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยแล้วกว่า 100,852.62 ล้านบาทในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้
ขณะที่เฉพาะวันที่ 1–14 ตุลาคม ขายสุทธิ 7,960.33 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม วันที่ 14 ตุลาคม ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 5,690.99 ล้านบาท สะท้อนว่ากระแสเงินทุนยังผันผวนและการขายในช่วงต้นเดือนยังไม่ใช่ภาพเดียวกับยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี
เมื่อพิจารณารายเดือน นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 54,471.24 ล้านบาท และเดือนกรกฎาคม 48,760.44 ล้านบาท ส่วนเดือนที่ขายสุทธิสูงสุดคือมีนาคม 39,639.43 ล้านบาท ตามด้วยกันยายน 26,258.77 ล้านบาท และสิงหาคม 24,565.16 ล้านบาท
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าแรงซื้อที่หนุนตลาดในบางช่วงยังถูกสลับด้วยแรงขายก้อนใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อปัจจัยต่างประเทศและความเสี่ยงในประเทศเปลี่ยนทิศทาง
สิ้นปียังมีลุ้นฟันด์โฟลว์ไหลเข้า
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การปรับลงของตลาดหุ้นไทยในช่วง 1–2 เดือนที่ผ่านมา มีแรงขายทำกำไรและการปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติเป็นปัจจัยสำคัญ
แรงกดดันส่วนหนึ่งมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอตัว หลังจากก่อนหน้านี้ปรับขึ้นและช่วยหนุนหุ้นกลุ่มธนาคาร ขณะเดียวกันตลาดประเมินว่าทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจชะลอลง
ปัจจัยเหล่านี้กระตุ้นให้นักลงทุนขายทำกำไรหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น ประกอบกับความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศ
หุ้นธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบจากการปรับพอร์ตโดยตรง หลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาระยะหนึ่งโดยมีแรงขายไม่มาก นายกิจพณระบุว่า หุ้นธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) สูง รวมถึง KBANK, KKP และ TTB ยังมีประเด็นให้ติดตาม โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านมูลค่าหลักประกันในสินเชื่อรถยนต์มือหนึ่ง
สำหรับโอกาสที่เม็ดเงินต่างชาติจะกลับมาซื้อสุทธิแตะ 100,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 นายกิจพณมองว่ายังเป็นไปได้ แต่โอกาสที่จะเพิ่มขึ้นไปถึง 130,000–150,000 ล้านบาทมีจำกัด เพราะยังมีหลายปัจจัยรอความชัดเจน ทั้งอัตราดอกเบี้ย สงคราม ภาษี และราคาน้ำมัน
หากอ้างอิงยอดซื้อสุทธิหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีที่ 17,149.88 ล้านบาท การขยับไปแตะ 100,000 ล้านบาทจะต้องมีแรงซื้อสุทธิเพิ่มอีกราว 82,850 ล้านบาทภายในช่วงที่เหลือของปี ตัวเลขนี้จึงชี้ให้เห็นว่า การประเมินทิศทางฟันด์โฟลว์ต้องดูทั้งยอดสะสมและความต่อเนื่องของแรงซื้อ มากกว่าพิจารณาจากวันที่ตลาดฟื้นตัวเพียงวันเดียว







