
S&P 500 กระจุกตัวในหุ้นเพียง 2 ตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์
S&P 500 กระจุกตัวสูงสุดในรอบ 60 ปี โดยหุ้น 10 อันดับแรกครองสัดส่วนเกือบ 40% ของดัชนี ขณะที่ Nvidia และ Apple รวมกันมากกว่า 15% สะท้อนอิทธิพลของหุ้นเทคโนโลยีและกระแสลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มขึ้นต่อทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ
KEY
POINTS
- ดัชนี S&P 500 มีการกระจุกตัวในหุ้น Nvidia และ Apple รวมกันมากกว่า 15% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
- หุ้น 10 อันดับแรกในดัชนีมีสัดส่วนรวมกันเกือบ 40% ซึ่งเป็นระดับการกระจุกตัวสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1965
- ปัจจัยหลักที่ผลักดันการกระจุกตัวคือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่ม Magnificent Seven
S&P 500 มีสัดส่วนการลงทุนกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น โดย Nvidia และ Apple รวมกันคิดเป็นมากกว่า 15% ของดัชนี ขณะที่หุ้น 10 อันดับแรกมีสัดส่วนเกือบ 40% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1965 หากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์สร้างการเติบโตได้ตามคาด ความเข้มข้นของดัชนีอาจเพิ่มขึ้นอีก แต่หากการลงทุนดังกล่าวไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ดัชนีอาจเผชิญแรงกดดันในระยะยาว
yahoo finance รายงานว่า ปีเตอร์ มัลลูค (Peter Mallouk) ประธานบริษัท Creative Planning ระบุว่า S&P 500 ไม่เคยมีการกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียง 2 ตัวมากเท่ากับในปัจจุบัน โดย Nvidia และ Apple มีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 15% ของดัชนี S&P 500 สัดส่วนดังกล่าวสูงกว่าระดับการกระจุกตัวที่ 9.1% ของ Microsoft และ General Electric ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงก่อนการล่มสลายของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในยุคดอตคอม โดย Nvidia และ Apple กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างมาก ซึ่งช่วยอธิบายได้ว่าทำไมทั้งสองบริษัทจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อ S&P 500
ราคาหุ้น Apple แตะระดับ 345 ดอลลาร์เมื่อวันอังคาร ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลของหุ้นผู้ผลิต iPhone โดยราคาหุ้นปรับลดลงเล็กน้อยจากระดับสูงสุด ท่ามกลางการปรับฐานของตลาดโดยรวม จากการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี
หุ้น Apple ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงนับตั้งแต่บริษัทเปิดตัว iPhone 18 และสมาร์ทโฟนพับได้รุ่นแรกอย่าง Duo เมื่อต้นเดือนนี้ ส่งผลให้ผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้น 25%
Nvidia ระบุเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมว่า ธุรกิจของบริษัทมีแนวโน้มเติบโตอย่างน้อย 70% ในปีงบประมาณถัดไป โดย Jensen Huang ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทกล่าวว่า หากไม่มีข้อจำกัดด้านอุปทาน อัตราการเติบโตจะสูงกว่า 100% ทั้งนี้ ราคาหุ้นของบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่แห่งนี้เพิ่มขึ้น 21% นับตั้งแต่ต้นปี
ETF Vanguard ที่กระจายความเสี่ยงกำลังกระจุกตัวสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1965
รายงานระบุว่า นักลงทุนจำนวนมากมองว่า Vanguard 500 ETF ซึ่งติดตามดัชนี S&P 500 เป็นการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยง เนื่องจากถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุด 500 แห่ง อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวไม่ได้กระจายความเสี่ยงมากเท่าที่เห็นในครั้งแรก โดยหุ้น 10 อันดับแรกมีสัดส่วนเกือบ 40% ของมูลค่ารวมของกองทุน ซึ่งเป็นระดับการกระจุกตัวสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1965 และสูงกว่าจุดสูงสุดในยุคดอตคอมที่ 26%
กระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่
เมื่อ 10 ปีก่อน หุ้น 10 อันดับแรกของ S&P 500 มีสัดส่วนเพียงประมาณ 17% ของดัชนี แต่ปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวกำลังเข้าใกล้ 40% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นนับตั้งแต่ปี 1965
ในเวลานั้น AT&T เป็นหุ้นที่มีสัดส่วนสูงสุดในดัชนี โดยคิดเป็นมากกว่า 9% ปัจจุบัน Nvidia เป็นบริษัทที่มีสัดส่วนสูงสุด โดยคิดเป็นมากกว่า 8% ของ S&P 500 และ VOO หรือ กองทุนรวมดัชนีแบบ ETF (Exchange-Traded Fund) ที่มีชื่อเต็มว่า Vanguard S&P 500 ETF
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ S&P 500 มีการกระจุกตัวสูงขึ้น คือการเติบโตของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งนำโดยกลุ่ม Magnificent Seven กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ Nvidia, Amazon, Meta Platforms, Microsoft, Apple, Alphabet และ Tesla มีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หุ้นกลุ่ม Magnificent Seven ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 133.5% มากกว่าสองเท่าของการเพิ่มขึ้น 55.4% ของหุ้นที่เหลือใน S&P 500 ผลการดำเนินงานที่เหนือกว่าดังกล่าวทำให้สัดส่วนของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นในส่วนบนของ S&P 500






