
FETCO ชี้เชื่อมั่นนักลงทุน “ร้อนแรงอย่างมาก” ต่างชาติแตะเต็ม 200
FETCO เผยเชื่อมั่นหุ้นไทยพุ่งสู่ระดับ “ร้อนแรงอย่างมาก” ต่างชาติแตะเต็ม 200 รับเงินทุนไหลเข้า–กำไรบจ.ฟื้น จับตาการเมืองและสงครามการค้า
KEY
POINTS
- ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (พ.ย. 69) อยู่ในเกณฑ์ "ร้อนแรงอย่างมาก" ที่ระดับ 165.89
- ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น แตะระดับสูงสุดที่ 200 ซึ่งเป็นเกณฑ์ "ร้อนแรงอย่างมาก"
- ปัจจัยสนับสนุนหลักคือการไหลเข้าของเงินทุนและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ขณะที่ปัจจัยกดดันที่สำคัญที่สุดคือสถานการณ์การเมืองในประเทศ
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งสำรวจระหว่างวันที่ 24–31 สิงหาคม 2569 ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือเดือนพฤศจิกายน 2569 อยู่ที่ระดับ 165.89 เข้าสู่เกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก”
นักลงทุนมองว่าปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยมากที่สุดคือการไหลเข้าของเงินทุน รองลงมา ได้แก่ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ในขณะที่ปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นมากที่สุดคือสถานการณ์การเมืองในประเทศ ตามด้วยสงครามการค้าและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางเงินทุนและความผันผวนของตลาด
ต่างชาติเชื่อมั่นแตะระดับสูงสุด 200
เมื่อพิจารณาความเชื่อมั่นแยกตามประเภทนักลงทุน พบว่า นักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นเด่นชัดที่สุด โดยดัชนีปรับเพิ่มขึ้น 20% มาอยู่ที่ระดับ 200 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของช่วงดัชนี และอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก”
ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศมีดัชนีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น 4.2% อยู่ที่ระดับ 131.58 และกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ลดลง 6.7% มาอยู่ที่ 155.56 แต่ทั้งสองกลุ่มยังมีความเชื่อมั่นอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง”
ส่วนนักลงทุนรายบุคคลมีดัชนีความเชื่อมั่นลดลง 1.4% อยู่ที่ระดับ 117.80 ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” สะท้อนว่ารายย่อยยังมีความระมัดระวังมากกว่านักลงทุนกลุ่มอื่น แม้ภาพรวมตลาดจะมีความคาดหวังเชิงบวกต่อกระแสเงินทุนและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
หุ้นขนส่ง–โลจิสติกส์ครองความน่าสนใจ
ผลสำรวจพบว่า หมวดขนส่งและโลจิสติกส์ หรือ TRANS เป็นกลุ่มธุรกิจที่นักลงทุนมองว่าน่าสนใจมากที่สุด ตามด้วยหมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ หรือ TOURISM และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ หรือ PETRO ตามลำดับ
ในทางกลับกัน หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ หรือ MEDIA ถูกมองว่าน่าสนใจน้อยที่สุด รองลงมาคือหมวดกระดาษและวัสดุการพิมพ์ หรือ PAPER และหมวดยานยนต์ หรือ AUTO
อย่างไรก็ตาม มุมมองต่อหุ้นเด่นแตกต่างกันไปตามประเภทนักลงทุน โดยนักลงทุนรายบุคคล กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และสถาบันในประเทศให้น้ำหนักหมวดธนาคารพาณิชย์เป็นกลุ่มที่น่าสนใจมากที่สุด
นักลงทุนรายบุคคลเลือกกลุ่มธนาคาร ตามด้วยพลังงานและสาธารณูปโภค และอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ให้น้ำหนักธนาคาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และการแพทย์
ส่วนสถาบันในประเทศมองกลุ่มธนาคารน่าสนใจที่สุด ตามด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ และพลังงานและสาธารณูปโภค ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเลือกขนส่งและโลจิสติกส์เป็นอันดับแรก ตามด้วยท่องเที่ยวและปิโตรเคมี
SET เดือนสิงหาคมลดลง 1.75%
สำหรับความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคม 2569 ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของเดือน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ที่ขยายตัวดีกว่าคาด รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของเดือน นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายทำกำไรหลังจากตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรง ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ SET Index ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 ปิดที่ระดับ 1,595.16 จุด ลดลง 1.75% จากเดือนก่อนหน้า โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 75,050 ล้านบาท
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในเดือนสิงหาคมรวม 24,681 ล้านบาท แต่หากนับตั้งแต่ต้นปี 2569 นักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะซื้อสุทธิสะสมในตลาดหุ้นไทยจำนวน 51,184 ล้านบาท
จับตาเฟด–BOJ–ความเสี่ยงราคาน้ำมัน
ปัจจัยต่างประเทศที่นักลงทุนต้องติดตามคือทิศทางนโยบายการเงินของเฟด หลังถ้อยแถลงของประธานเฟดทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน รวมถึงทิศทางค่าเงินเยนและนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ
นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ รวมถึงการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านและการกดดันประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานและผลักดันราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ผันผวนมากขึ้น
เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่ม นักลงทุนรายบุคคลและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์มองว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นปัจจัยกดดันตลาดมากที่สุด ขณะที่สถาบันในประเทศให้น้ำหนักต่อทิศทางนโยบายการเงินของเฟด
ส่วนนักลงทุนต่างชาติมองว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยเป็นความเสี่ยงสำคัญที่สุด ตามด้วยสงครามการค้าและทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย
การเมืองไทย–งบปี 2570 ตัวแปรชี้ทิศทางตลาด
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นักลงทุนยังต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลอดจนความสามารถของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
อีกประเด็นสำคัญคือการพิจารณางบประมาณภาครัฐประจำปี 2570 และผลกระทบจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐต่อภาคส่งออกและห่วงโซ่อุปทานของไทย
ด้านการเมือง นักลงทุนจับตาความไม่แน่นอนจากกระบวนการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดวินิจฉัยในวันที่ 28 กันยายน 2569
ภาพรวมผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นของตลาดอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ แต่กระแสเงินทุนอาจยังอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ยโลก ราคาพลังงาน และสถานการณ์การเมืองในประเทศ นักลงทุนจึงควรให้น้ำหนักทั้งหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเงินทุนไหลเข้าและผลประกอบการแข็งแกร่ง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนทิศได้รวดเร็ว.







