
เปิดกลยุทธ์หุ้นไทยเดือนกันยายน รับศึกน้ำมันพุ่ง-บอนด์ยิวด์สูง-ทุนต่างชาติไหลออก
โบรกเตือนหุ้นไทยเดือน ก.ย. ผันผวนจากน้ำมัน-Bond Yield พุ่ง ฟันด์โฟลว์ไหลออก แนะ Selective Buy ชู BBL-PTT-BCH รับมือความเสี่ยง
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทยเดือน ก.ย. เผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยลบหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง, อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น และกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกต่อเนื่อง
- โครงสร้างตลาดหุ้นไทยที่มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์สูงจะช่วยพยุงดัชนี ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก, ท่องเที่ยว และโรงพยาบาล
- กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้ "เลือกซื้อรายตัว" (Selective Buy) โดยเน้นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ เช่น กลุ่มพลังงานต้นน้ำ, กลุ่มธนาคาร และกลุ่มที่อิงปัจจัยบวกในประเทศ
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางการลงทุนประจำเดือนกันยายน 2569 ว่า ภาพรวมตลาดการเงินโลกเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงและเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบปี กดดันให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ยังคงไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดหุ้นไทยที่มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Play) สูง จะช่วยพยุงดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ให้ผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาค
ตลาดโลกรับแรงบีบภูมิรัฐศาสตร์
ทั้งนี้ จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กลับมาทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากสหรัฐฯ เข้าโจมตีเกาะแห่งหนึ่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการส่งกำลังโจมตีพันธมิตรของสหรัฐฯ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และจอร์แดน
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานพลังงานโลก ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นทันที โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะยานขึ้นแตะระดับ 90.49 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 86.27 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมัน WTI เฉลี่ยสะสมในปี 2569 ขยับแซงหน้าปี 2565 เป็นที่เรียบร้อย
แรงกดดันจากราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงได้กลายเป็นปัจจัยเร่งเงินเฟ้อ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูงไว้เป็นเวลานานขึ้น โดยเครื่องมือ FedWatch Tool ล่าสุดปรับน้ำหนักโอกาสที่ FED จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนกันยายนนี้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 65.4% (เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 57% ในช่วงก่อนหน้า)
สอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Bond Yield 10Y) ที่ดีดตัวขึ้นแตะระดับ 4.75% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 กดดัน Valuation ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีระดับการซื้อขาย (Valuation) สูงทั่วโลก
ปัจจัยถัดไปที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนสิงหาคม โดยในวันนี้จะมีการประกาศตัวเลขของยุโรป ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ระดับ 3.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เพิ่มขึ้นจากระดับ 2.9% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ในเดือนก่อนหน้า และในวันที่ 11 กันยายน จะมีการรายงานตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ โดยตลาดคาดการณ์ว่าจะขยายตัวทรงตัวที่ระดับ 3.4% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน
จับตา "Bitcoin" เผชิญสถิติเดือนที่แย่ที่สุด
ในฝั่งตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล อาจต้องเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังการปรับฐานระยะสั้นของราคา Bitcoin ในเดือนกันยายน เนื่องจากสถิติย้อนหลัง 10 ปีชี้ชัดว่า กันยายนคือเดือนที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดสำหรับ Bitcoin (เป็นบวกทุกเดือนยกเว้นเดือนกันยายน)
ประกอบกับในปีนี้จะมีการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจากสถิติปี 2018 และ 2022 ที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม ราคา Bitcoin มักจะปรับตัวลดลงในเดือนกันยายน จึงแนะนำให้นักลงทุนขายทำกำไรระยะสั้นในหุ้นหรือกองทุนที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น DR: COIN01 และ DR: HOOD80 และแนะนำให้เฝ้ารอประเมินกระแสการผ่านกฎหมายสำคัญอย่าง Clarity Act ในช่วงกลางเดือนกันยายน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกต่อการฟื้นตัวในภายหลัง
ขณะเดียวกัน หุ้นเทคโนโลยีรายตัวอย่าง Tesla (TSLA US) ราคาหุ้นปรับตัวบวกโดดเด่นถึง 5.5% รับข่าวดีก่อนงานเปิดตัว Cybercab (รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติไร้คนขับ) ในวันพฤหัสบดีนี้ ณ เมืองออสติน รัฐเทกซัส
โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นในรูปแบบจำกัดผู้ได้รับเชิญ (Invite-Only) สำหรับข้อมูลเบื้องต้นของ Cybercab จะเป็นรถยนต์แบบ 2 ที่นั่ง ไม่มีพวงมาลัย ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ AI4 เพื่อให้เกิดระบบไร้คนขับอย่างเต็มรูปแบบ
ตลาดจับตามองราคาขายอย่างใกล้ชิดหลัง Elon Musk เคยระบุว่าจะตั้งราคาขายไว้ที่ประมาณ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทว่าในตลาดคาดการณ์ (Prediction Markets) คาดโอกาสเพียง 18% เท่านั้นที่จะเปิดราคาขายที่ระดับดังกล่าว แนะนำนักลงทุนเก็งกำไรรับปัจจัยบวกผ่านตราสารแสดงสิทธิ DR: TSLA80
ฟันด์โฟลว์ไหลออกกดดันบาทอ่อนค่า
นอกจากนี้ จากแรงกดดันของดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ (Dollar Index) ที่แข็งค่าขึ้นและทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยืนสูง ส่งผลให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ยังมีสัญญาณไหลออกจากตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคม 2569 นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิสะสมในตลาดหุ้นไทยสูงถึง 24,565 ล้านบาท
ขณะเดียวกันในตลาดฟิวเจอร์ส (TFEX) ต่างชาติยังคงสะสมสถานะขายชอร์ตสุทธิติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน (Net Short สะสมรวมกันกว่า 51,000 สัญญา) ซึ่งส่งผลโดยตรงให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง (ล่าสุดเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 33.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)
ด้วยสภาวะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงนี้ จะกลายเป็น Sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีโครงสร้างรายได้ในรูปเงินสกุลต่างประเทศ หรือกลุ่มที่อิงรายได้จากผู้ใช้บริการต่างชาติ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มเด่น
- กลุ่มส่งออก (Export Play) : ได้ประโยชน์จากการรับรู้รายได้แปลงกลับเป็นเงินบาทที่สูงขึ้น นำโดยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (HANA, SVI, DELTA, KCE) และกลุ่มอาหาร-เกษตร (TU, ITC, AAI, CPF, GFPT, STA, NER, STGT, SAT)
- กลุ่มท่องเที่ยว (Tourism Play) : การอ่อนค่าของเงินบาทช่วยเพิ่มอำนาจการจับจ่ายให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ดึงดูดให้อุตสาหกรรมคึกคัก นำโดย AOT, AAV, BA, MINT, CENTEL, ERW
- กลุ่มโรงพยาบาล (Healthcare Play) : ได้ประโยชน์จากกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติที่บินเข้ามารักษาสุขภาพในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำโดย BH, BDMS, PR9, BCH
กลุ่ม Commodity ครองพอร์ต SET 26% เกราะกำบังดัชนีผันผวน
ด้วยโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีความแข็งแกร่งกว่าตลาดในภูมิภาคเนื่องจากมีสัดส่วน Market Cap ของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) รวมกันสูงถึง 26% (กลุ่มพลังงาน 20%, อาหาร 4%, ปิโตรเคมี 2%) ตามมาด้วยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) 17% และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANK) 15%
ดังนั้น เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบโลกขยับปรับตัวเพิ่มขึ้นตามภัยความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ จะช่วยดึงดูดให้กระแสเงินทุนสลับหมุนเวียนเข้ามาลงทุนในกลุ่ม Commodity และ Global Play ของไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ดังที่สะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นสวนตลาดของหุ้นยางพารา ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเคมีเมื่อวานนี้ นำโดย STA (+7.01%), KCE (+6.14%), TASCO (+5.95%) รวมถึง IRPC และ SPRC ที่ปิดตัวบวกอย่างเด่นชัด
กลยุทธ์ลงทุนเดือนกันยายน
ภายใต้สภาวะตลาดที่ Fund Flow ผันผวนและเข้าสู่ช่วงสลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) แนะนำให้นักลงทุนเน้นกลยุทธ์ Selective Buy ในกลุ่มหุ้นปันผลดี ได้รับประโยชน์จากปัจจัยภายใน และกลุ่มพลังงานต้นน้ำ โดยชูหุ้นเด่น (Top Picks) ได้แก่
- BBL : ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง (Higher for Longer) ซึ่งช่วยหนุนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และรายได้ดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ระดับราคาปัจจุบันต่ำและน่าสนใจมาก ซื้อขายบนมูลค่าทางบัญชี (P/BV) เพียง 0.6 เท่า ซึ่งถูกกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ระดับ 1.2 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ
- PTT : เป็นหุ้นหลักที่ได้รับอานิสงส์ทางตรงจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งรับกระแสความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เหมาะสมสำหรับนักลงทุนระยะสั้นที่ต้องการเก็งกำไรตามทิศทางราคาพลังงานโลก
- BCH : แนวโน้มผลประกอบการงวดไตรมาส 3/2569 มีสัญญาณฟื้นตัวโดดเด่นหลังผ่านจุดต่ำสุด และยังได้รับปัจจัยบวกจากการมีฐานลูกค้าผู้ประกันตนขนาดใหญ่ถึง 1.02 ล้านราย ซึ่งลุ้นได้รับอานิสงส์เชิงบวกเพิ่มเติมจากการปรับเพิ่มค่ารักษาพยาบาลของสำนักงานประกันสังคมในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้







