
ชง อสส. ชี้ขาดฟอกเงินหุ้น STARK ภาค 2 เข้าข่ายคดีนอกราชอาณาจักรหรือไม่
อธิบดีอัยการสอบสวนเสนออัยการสูงสุดชี้ขาด คดีฟอกเงินหุ้น STARK ภาค 2 เข้าข่ายคดีนอกราชอาณาจักร หลังพบเส้นทางเงินโอนไปสิงคโปร์ พร้อมตั้งทีมอัยการร่วมสอบคดีสำคัญ
KEY
POINTS
- ดีเอสไอส่งสำนวนคดีฟอกเงินหุ้น STARK ภาค 2 กล่าวหานายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ อดีต CFO และพวกรวม 8 ราย
- เกิดความเห็นต่างทางกฎหมายระหว่างดีเอสไอและอัยการ ว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีในหรือนอกราชอาณาจักร เนื่องจากมีการโอนเงินไปยังบัญชีในประเทศสิงคโปร์
- สำนวนคดีถูกส่งให้อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นผู้ชี้ขาดในประเด็นข้อกฎหมาย ซึ่งจะมีผลต่ออำนาจในการสอบสวนและสั่งคดี
ความคืบหน้าคดีหุ้น STARK ล่าสุดพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้นำส่งสำนวนคดี STARK สำนวนที่ 2 ให้กับสำนักงานอัยการ โดยสำนวนนี้กล่าวหานายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน ซึ่งเคยเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีแรก แต่กลับมาเป็นผู้ต้องหาที่ 1 ในคดีนี้ ร่วมกับพวกอีก 8 รายในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน
พฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาคือ นายศรัทธาได้ไซฟ่อนเงินออกจากบัญชีบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น ที่ตนเองยักยอกไปกว่า 743 ล้านบาท โดยมีการอนุมัติโอนเงินเข้าบัญชีตนเองและผ่องถ่ายไปยังบัญชีบุคคลอื่นหลายทอดเพื่อปกปิดแหล่งที่มา ก่อนพบเส้นทางเงินโอนไปยังบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศสิงคโปร์
ปมข้อกฎหมาย ในหรือนอกราชอาณาจักร ทำไมสำคัญ
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ดร.วัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน เปิดเผยหลังรับสำนวนดังกล่าวว่า คดีนี้ดีเอสไอแยกสำนวนออกมาดำเนินคดีเองในความผิดฐานฟอกเงิน โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไม่ได้เป็นผู้กล่าวโทษในสำนวนนี้
เดิมดีเอสไอมองว่าเป็นคดีที่เกิดในราชอาณาจักร จึงส่งสำนวนให้สำนักงานอัยการคดีพิเศษพิจารณา แต่ฝ่ายอัยการเห็นว่าเมื่อมีการโอนเงินออกไปเข้าบัญชีในสิงคโปร์ ย่อมเข้าข่าย "คดีนอกราชอาณาจักร" ขณะที่ดีเอสไอยังคงยืนยันว่าเป็นคดีในราชอาณาจักร สำนวนจึงถูกส่งมายังสำนักงานการสอบสวนเพื่อทำความเห็นเสนออัยการสูงสุด (อสส.) ชี้ขาดในประเด็นข้อกฎหมาย เนื่องจากหากตีความผิดพลาด ผู้ต้องหาอาจนำไปใช้ต่อสู้คดีได้
ประเด็นนี้มีนัยสำคัญทางกฎหมาย เพราะหากเป็นคดีในราชอาณาจักร ดีเอสไอจะมีอำนาจสอบสวนได้เอง และอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษเป็นผู้มีอำนาจสั่งคดี แต่หากเป็นคดีนอกราชอาณาจักร กฎหมายกำหนดให้อัยการสูงสุดเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจสั่งคดี
ทั้งนี้ เบื้องต้นสำนักงานการสอบสวนมีความเห็นสอดคล้องกับอัยการสำนักงานคดีพิเศษว่าคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร เนื่องจากมีการโอนเงินไปต่างประเทศ จึงได้ทำความเห็นเสนอให้อัยการสูงสุดพิจารณา หากมีคำสั่งมอบหมายลงมา ดร.วัชรินทร์ระบุว่าพร้อมตั้งคณะทำงานร่วมกับทีมอัยการเข้าร่วมสอบสวน เนื่องจากคดี STARK เป็นคดีสำคัญที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในตลาดหลักทรัพย์ มีผู้เสียหายจำนวนมากและมูลค่าความเสียหายสูง
รายชื่อผู้ต้องหา 8 รายในคดีฟอกเงินภาค 2
1. นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ อดีต CFO ของ STARK
2. นางสาวนาตยา ปราบเพชร
3. นายภูวเดช คณานุรักษ์
4. นางสาวสิริวรรณ สุขภิญโย
5. นางสาวกุลธิดา สุวรรณวิไล
6. นางสาวพรนภา วุฒิภาภรณ์
7. นายชลชาติ บุญเยี่ยมเยียน
8. นางจิตรา แซ่หวัง
ย้อนคดีหุ้น STARK สำนวนแรก ยังสืบพยานถึงปลายปี
สำหรับคดีหุ้น STARK สำนวนแรกที่พนักงานอัยการคดีพิเศษได้ยื่นฟ้องไปก่อนหน้านี้ มีจำเลยรวม 12 ราย แบ่งเป็นบุคคล 7 ราย และนิติบุคคล 5 ราย นำโดยนายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ ทายาทตระกูลธุรกิจสีชื่อดัง อดีตผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ STARK
คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2566 หลังบริษัทไม่สามารถส่งงบการเงินปี 2565 ได้ตามกำหนด จนนำไปสู่การตรวจสอบและพบการสร้างยอดขายและลูกหนี้เทียมเพื่อตกแต่งงบการเงิน ทำให้สามารถระดมทุนในตลาดหุ้นได้ สร้างความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นสามัญและผู้ถือหุ้นกู้รวมกันกว่า 38,000-40,000 ล้านบาท ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ในศาลอาญา ซึ่งมีคิวสืบถึงปลายปีนี้ ก่อนนัดสืบต่อในปีหน้า
รายชื่อจำเลยบุคคล 7 ราย
1. นายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ อดีตผู้บริหาร
2. นายชนินทร์ เย็นสุดใจ อดีตประธานกรรมการ STARK
3. นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ อดีต CFO
4. นายกิตติศักดิ์ จิตต์ประเสริฐงาม อดีตผู้บริหาร
5. นายชินวัฒน์ อัศวโภคี อดีตกรรมการ
6. นางสาวยสบวร อำมฤต อดีตผู้บริหาร/เจ้าหน้าที่
7. นางสาวนาตยา ปราบเพชร อดีตพนักงานฝ่ายการเงิน
รายชื่อจำเลยนิติบุคคล 5 ราย
1. บมจ. สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK)
2. บริษัท เฟ้ลปส์ ดอด์จ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด
3. บริษัท อดิสรสงขลา จำกัด
4. บริษัท ไทย เคเบิ้ล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
5. บริษัท เอเชีย แปซิฟิก ดริลลิ่ง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
โดยจำเลยทั้งหมดถูกฟ้องใน 5 ข้อหา ได้แก่ ความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันยักยอกทรัพย์, ร่วมกันฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์







