
จับตาเม็ดเงินทุนต่างชาติเข้าหุ้นไทย รับ MSCI หนุน SET ขึ้นต่อ
หุ้นไทยแกว่งขึ้น โบรกชี้ระยะสั้นมีลุ้นทดสอบ 1,630 จุด รับงบไตรมาส 2 ดีกว่าคาดและ MSCI Rebalance แนะ Selective Buy หุ้น ADVANC-HANA-SPALI
KEY
POINTS
- การปรับดัชนี MSCI Rebalance รอบใหม่เป็นปัจจัยหนุนตลาด โดยมีการเพิ่มหุ้น HANA และ GUNKUL เข้าคำนวณในดัชนี MSCI Small Cap ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดกระแสเงินทุนไหลเข้า
- ทิศทางเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) มีแนวโน้มไหลเข้าตลาดหุ้นไทย จากปัจจัยบวกที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตัว ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ย
- ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) มีทิศทางแกว่งตัวขึ้น โดยนอกจากปัจจัย MSCI แล้ว ยังได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการไตรมาส 2/69 ของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด
ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่จังหวะสำคัญ หลังผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียนออกมาดีกว่าคาด 11.8% ขณะที่ MSCI Rebalance เตรียมมีผลปลายเดือน สร้างแรงเก็งกำไรในหุ้นที่ถูกเพิ่มเข้าดัชนี อย่างไรก็ตาม SET Index ยังต้องฝ่าด่าน 1,630 จุด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของดอกเบี้ยสหรัฐฯ ราคาน้ำมัน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนจึงต้องจับตาทิศทาง Fund Flow พร้อมคัดหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวเป็นหลัก
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดมุมมองต่อภาพรวมตลาดการเงินโลกว่า ตลาดทุนโลกเริ่มคลายความตึงเครียดด้านเงินเฟ้อหลังสหรัฐฯ รายงานดัชนี CPI เดือน ก.ค. ขยายตัวตามคาดการณ์ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ชะลอความจำเป็นในการเร่งขึ้นดอกเบี้ย
ขณะที่กระแสเงินทุนโลก (Fund Flow) เริ่มหมุนเข้าเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีผลประกอบการเติบโตแข็งแกร่ง นำโดยกลุ่ม Photonics และกลุ่ม Memory ที่ได้อานิสงส์จากโครงสร้างพื้นฐาน AI สำหรับตลาดหุ้นไทยประเมินแกว่งตัวขึ้นตามภูมิภาคโดยมีแนวต้านสำคัญที่ 1,630 จุด รับอานิสงส์ MSCI Rebalance รอบใหม่ ดึง HANA และ GUNKUL เข้าคำนวณ ดัชนีกลุ่ม Small Cap พร้อมชูกลยุทธ์ "Selective Buy"
เงินเฟ้อสหรัฐฯ แผ่ว - เฟดอาจเลื่อนขึ้นดอกเบี้ย
โดยวานนี้สหรัฐฯ ได้เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ขยายตัวที่ระดับ 3.4% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ซึ่งชะลอตัวลงตามคาดจากเดือนก่อนหน้าที่ยืนเหนือระดับ 3.5% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ขณะที่ดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ขยายตัวที่ระดับ 2.5% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี
ตัวเลขดังกล่าวส่งสัญญาณเชิงบวกว่าสภาวะเงินเฟ้อไม่ได้กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานที่เกิดจากสงครามอิหร่านเริ่มลดความรุนแรงลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่ก่อนหน้านี้มีคณะกรรมการถึง 3 รายออกเสียงสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2569
ด้วยปัจจัยเงินเฟ้อที่ชะลอตัวนี้ส่งผลให้เครื่องมือ FedWatch Tool ปรับมุมมองการคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED จากเดิมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน (เดือน 9) เลื่อนออกไปเป็นเดือนธันวาคม (เดือน 12) แทน โดยให้น้ำหนักสูงถึง 59.9%
ทั้งนี้ ก่อนจะถึงการประชุมในวันที่ 16 ก.ย. 2569 นักลงทุนยังคงต้องประเมินข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในช่วงถัดไปเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาทิศทางดอกเบี้ย ได้แก่
- 13 ส.ค. 2569 ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (Initial Jobless Claims) (คาดการณ์ 202,000 ราย) และดัชนีเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต (PPI) (คาดชะลอตัวเหลือ 4.9%)
- 14 ส.ค. 2569 ยอดค้าปลีก (Retail Sales) (คาดชะลอตัวเหลือ +0.1% MoM)
- 20 ส.ค. 2569 รายงานการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC Meeting Minutes)
- 27-29 ส.ค. 2569 คำกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ของนาย Kevin Warsh ประธาน FED ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี Jackson Hole Symposium
- 4 ก.ย. 2569 ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงาน
- 11 ก.ย. 2569 การรายงานตัวเลขเงินเฟ้อรอบถัดไป
ราคาน้ำมันดิบโลกยังผันผวนหนัก
สำหรับทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกนั้น ฝ่ายวิจัยประเมินว่าจะยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะผันผวนสูง โดยได้รับผลกระทบจากทั้งปัจจัยหนุน และปัจจัยกดดัน ดังนี้
ปัจจัยหนุนเชิงบวก
- ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน : ทางการอิหร่านได้ประกาศปรับเปลี่ยนหลักการทางทหารอย่างเป็นทางการ จากเดิมที่เป็นนโยบายเชิงรับ (Defensive Doctrine) เปลี่ยนเป็นนโยบายเชิงรุกแทน (Offensive Doctrine)ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กลับมาใช้นโยบายบีบเค้นและคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านแบบเต็มรูปแบบ หลังปฏิบัติการทางทหารในรอบที่ผ่านมาไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้
- ความตึงเครียดในทะเลแดง : การโจมตีตอบโต้เรือขนส่งสินค้าระหว่างกองกำลังสหรัฐฯ และกลุ่มกบฏฮูตีบริเวณน่านน้ำอ่าวและช่องแคบสำคัญในทะเลแดงยังคงชะงักงัน
ปัจจัยกดดันเชิงลบ
- สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งสูงผิดคาด : สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบคงคลังเพิ่มขึ้นรวดเดียวถึง 17.4 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ที่สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 เป็นต้นมา
- OPEC ปรับลดเป้าหมายอุปสงค์ : กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบ (OPEC) ประกาศปรับลดเป้าหมายความต้องการใช้น้ำมันดิบของโลกในปีนี้ลงเหลือเพียง 580,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งนับเป็นการปรับลดประมาณการลงเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน
เกาะติด MSCI Rebalance หุ้นไทยรอบเดือน ส.ค. 2569
ขณะเดียวกันการประกาศทบทวนรายชื่อหุ้นคำนวณดัชนี (MSCI Rebalance) รอบเดือนสิงหาคม 2569 โดยมีผลบังคับใช้ ณ ราคาปิดวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ทำให้ทางฝ่ายคาดจะมีประเด็นสำคัญสำหรับตลาดหุ้นไทยและผลิตภัณฑ์เชื่อมโยง ดังนี้
- ดัชนี MSCI Global Standard: สำหรับหุ้นไทยรอบนี้ไม่มีการเพิ่มหรือลดรายชื่อหุ้นเข้าคำนวณดัชนีแต่อย่างใด
- ดัชนี MSCI Thailand Small Cap: มีหุ้นไทยได้รับการปรับเพิ่มเข้าใหม่ 2 บริษัท ได้แก่ HANA และ GUNKUL สวนทางกับ CHG และ JTS ที่ถูกปรับถอดออกจากดัชนีในรอบนี้
- การปรับปรุงน้ำหนักลงทุนจาก BofA: สถาบันการเงินรายใหญ่อย่าง BofA มีการปรับประมาณการเพิ่มและลดน้ำหนักลงทุนตามปัจจัย Free Float และจำนวนหุ้น ส่งผลบวกเด่นต่อหุ้น PTTEP และ TRUE ขณะที่หุ้นที่ถูกปรับลดน้ำหนักลง ได้แก่ CPN, CPF และ DELTA
- ผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ DR ต่างประเทศที่จดทะเบียนในไทย: หุ้นแม่ของ SanDisk (SNDK) ถูกเลื่อนจาก MSCI Small Cap ขึ้นสู่ดัชนี MSCI Standard และหุ้นแม่ของ Z.ai (ZAI) ได้รับการคัดเลือกเข้าคำนวณดัชนี MSCI Standard ส่งผลบวกต่อผลิตภัณฑ์ SNDK03, SNDK23, SNDK80 และ ZAI23 ขณะที่หุ้น Sembcorp Industries ถูกลดระดับลงสู่ MSCI Small Cap ซึ่งคาดว่าจะสร้าง Sentiment เชิงลบชั่วคราวต่อ SEMB19
กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทย (SET Index) นั้น มองว่ายังมีทิศทางแกว่งตัวขึ้นเพื่อตอบรับทิศทางเชิงบวกตามภูมิภาค โดยประเมินแนวต้านสัปดาห์นี้ไว้ที่ระดับ 1,630 จุด ปัจจัยหนุนสำคัญในประเทศมาจากรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ประจำปี 2569 (ประกาศแล้ว 277 บริษัท) ซึ่งมีกำไรสุทธิรวมดีกว่าที่ฝ่ายวิจัยและตลาดคาดการณ์ไว้สูงถึง 11.8%
โดยมีกลุ่มบริษัทที่รายงานกำไรออกมาโดดเด่น ได้แก่ CENTEL, BA, SPALI, BCP, SCC, PTTGC, SJW, ITC, SCGP, PTTEP, GULF, TTB, KTB, KCE ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนให้เกิดการปรับประมาณการกำไรตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นได้ในระยะถัดไป
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น ฝ่ายวิจัยแนะนำ "Selective Buy" โดยมีกลุ่มหุ้นแนะนำ (Top Picks) ดังนี้:
- ADVANC ประเมินทิศทางผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง อีกทั้งในระยะสั้นหุ้น ADVANC ยังมีความน่าสนใจสูงสุดจากเงินปันผลระหว่างกาล จูงใจในอัตรา 2.3% ของราคาตลาด (ทางเทคนิค: แนวรับ 223.00 บาท / แนวต้าน 235.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 215.00 บาท)
- HANA คาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีทิศทางฟื้นตัวและขยายตัวได้ดีทั้งในมิติเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน สอดคล้องกับงบของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกลุ่มอย่าง KCE ที่เติบโตอย่างโดดเด่น นอกจากนี้ยังได้รับอานิสงส์เชิงบวกโดยตรงจากการถูกคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี MSCI Small Cap รอบล่าสุด (ทางเทคนิค: แนวรับ 35.00 บาท / แนวต้าน 40.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 34.00 บาท)
- SPALI รายงานผลกำไรสุทธิประจำไตรมาส 2 ออกมาเติบโตและดีกว่าคาดการณ์ของฝ่ายวิจัยและตลาดค่อนข้างมาก อีกทั้งยังมีการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับครึ่งปีแรกในระดับสูงที่ 0.55 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 3.5% (ทางเทคนิค: แนวรับ 15.80 บาท / แนวต้าน 16.20 บาท / จุดตัดขาดทุน 15.40 บาท)







