
ROE–ROA ต่างกันอย่างไร อ่านให้เป็นก่อนเลือกหุ้นเข้าพอร์ต
ถอดรหัส ROE–ROA สองตัวเลขสำคัญในงบการเงิน ช่วยวัดประสิทธิภาพการทำกำไร พร้อมตรวจว่าบริษัทสร้างผลตอบแทนจากธุรกิจจริงหรือพึ่งพาหนี้
KEY
POINTS
- ROE (Return on Equity) คืออัตราผลตอบแทนที่วัดความสามารถในการทำกำไรจาก "ส่วนของผู้ถือหุ้น" เท่านั้น ส่วน ROA (Return on Assets) วัดประสิทธิภาพการทำกำไรจาก "สินทรัพย์ทั้งหมด" ของบริษัท ซึ่งรวมหนี้สินด้วย
- ส่วนต่างระหว่างค่า ROE และ ROA สามารถบ่งชี้ถึงระดับการพึ่งพาหนี้สินของบริษัทได้ หาก ROE สูงกว่า ROA มาก แสดงว่าบริษัทใช้หนี้ในสัดส่วนที่สูงเพื่อสร้างผลตอบแทน ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
- ในการเลือกหุ้นควรใช้ ROA เพื่อประเมินประสิทธิภาพของตัวธุรกิจ แล้วดูส่วนต่างกับ ROE เพื่อทำความเข้าใจความเสี่ยงจากการก่อหนี้ โดยต้องเปรียบเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันเสมอ
เปิดงบการเงินมาเจอทั้ง ROE และ ROA วางอยู่ข้างกัน แต่ไม่แน่ใจว่าสองค่านี้ต่างกันตรงไหน และควรดูตัวไหนเวลาเลือกหุ้น ROE วัดความสามารถในการทำกำไรจากเงินของผู้ถือหุ้น ส่วน ROA วัดจากสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท การดูทั้ง ROE-ROA ควบคู่กันจะบอกได้มากกว่าแค่ว่าบริษัทกำไรดีไหม แต่ยังเผยว่าบริษัทพึ่งพาหนี้มากแค่ไหนด้วย
ROE-ROA คืออะไร ต่างกันตรงไหน
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายว่า ROE (Return on Equity) คือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ส่วน ROA (Return on Assets) คืออัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม ความต่างหลักอยู่ที่ตัวหาร โดย ROE มองเฉพาะเงินของผู้ถือหุ้น แต่ ROA มองสินทรัพย์ทั้งหมดที่บริษัทใช้ดำเนินงาน ไม่ว่าเงินนั้นจะมาจากผู้ถือหุ้นหรือการกู้
เจาะลึก ROE-ROA ทีละค่า ก่อนนำไปใช้จริง
1. ROE วัดอะไร
ROE หรืออัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น คำนวณจากกำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น ค่านี้ตอบคำถามว่า ทุกๆ เงินที่ผู้ถือหุ้นลงไป บริษัทเปลี่ยนเป็นกำไรได้ดีแค่ไหน ROE ยิ่งสูงมักหมายถึงบริษัทบริหารเงินทุนของผู้ถือหุ้นได้มีประสิทธิภาพ แต่ตัวเลขที่สูงเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องดูต่อว่าความสูงนั้นมาจากอะไร
2. ROA วัดอะไร
ROA หรืออัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ คำนวณจากกำไรสุทธิหารด้วยสินทรัพย์รวม ซึ่งรวมทั้งส่วนของผู้ถือหุ้นและหนี้สิน ค่านี้สะท้อนว่าบริษัทใช้สินทรัพย์ทั้งหมดสร้างกำไรได้คุ้มแค่ไหน โดยไม่สนว่าเงินนั้นมาจากผู้ถือหุ้นหรือการกู้ ROA จึงเป็นมุมที่สะอาดกว่าในการวัดประสิทธิภาพของตัวธุรกิจเอง
ช่องว่างระหว่าง ROE กับ ROA บอกอะไร
จุดที่หลายคนมองข้ามคือ ส่วนต่างระหว่าง ROE กับ ROA เผยให้เห็นการใช้หนี้ของบริษัท สมมติบริษัทหนึ่งมีกำไรสุทธิ 100 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 500 ล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2,000 ล้านบาท จะได้ ROE เท่ากับ 20% และ ROA เท่ากับ 5% ช่องว่างที่กว้างแบบนี้บ่งชี้ว่าบริษัทใช้หนี้ในสัดส่วนสูงมาขยายผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งเพิ่มทั้งโอกาสและความเสี่ยงไปพร้อมกัน ในทางกลับกัน หาก ROE กับ ROA ใกล้เคียงกัน แปลว่าบริษัทพึ่งพาหนี้น้อย
ใช้ ROE ROA เลือกหุ้นยังไง
เคล็ดลับคือใช้สองค่านี้ร่วมกัน ไม่ใช่แยกกัน เริ่มจากดู ROA เพื่อประเมินคุณภาพของตัวธุรกิจ แล้วดู ROE คู่กับช่องว่างเพื่อเข้าใจระดับความเสี่ยงจากหนี้
จากนั้นเปรียบเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันเท่านั้น เพราะแต่ละกลุ่มมีโครงสร้างทุนต่างกัน เช่น กลุ่มธนาคารมีสินทรัพย์มหาศาลจน ROA ดูต่ำเป็นเรื่องปกติ
สุดท้ายควรดูแนวโน้มย้อนหลังหลายปีว่าค่าสม่ำเสมอหรือผันผวน และใช้ร่วมกับอัตราส่วนอื่นเสมอ ทั้งนี้ข้อมูลงบที่ใช้คำนวณดูได้จากแบบรายงานที่บริษัทจดทะเบียนส่งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROE ROA
Q : ROE หรือ ROA สำคัญกว่ากัน
A : ไม่มีค่าไหนสำคัญกว่าแบบตายตัว เพราะวัดคนละมุม ROE เน้นผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น ส่วน ROA เน้นประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ การดูทั้งคู่พร้อมกันจึงให้ภาพที่ครบกว่า โดยเฉพาะเมื่อเทียบช่องว่างของทั้งสองค่าเพื่อประเมินการใช้หนี้ของบริษัท
Q : ROE สูงๆ ดีเสมอไปไหม
A : ไม่เสมอไป เพราะ ROE ที่สูงอาจมาจากการใช้หนี้จำนวนมาก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงหากธุรกิจสะดุด วิธีตรวจสอบคือเทียบกับ ROA หากช่องว่างกว้างผิดปกติ ควรพิจารณาภาระหนี้ของบริษัทประกอบก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่าน ROE-ROA เป็น เห็นคุณภาพหุ้นชัดขึ้น
เมื่อเข้าใจว่า ROE และ ROA วัดคนละมุม และช่องว่างของทั้งคู่บอกเรื่องการใช้หนี้ คุณจะเลือกหุ้นได้ลึกกว่าการดูแค่กำไรหรือราคา การใช้ ROE ROA ร่วมกับการเทียบในอุตสาหกรรมเดียวกันและดูแนวโน้มย้อนหลัง จะช่วยกรองหุ้นคุณภาพได้แม่นยำขึ้น หากอยากต่อยอดการอ่านงบการเงิน
คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต







