
"อริยา" กางภาพตลาดหุ้นกู้ครึ่งหลังปี 69 ดอกเบี้ยทรงตัว-ผิดนัดไม่เกินคาด
ThaiBMA ชี้ความเสี่ยงตลาดหุ้นกู้ไทยยังอยู่ในระดับที่ประเมินได้ แม้ครึ่งปีแรกมีหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 7 ราย มูลค่ากว่า 7.4 พันล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีหลังมีหุ้นกู้ครบกำหนดกว่า 4.16 แสนล้านบาท แต่เชื่อผู้ออกหุ้นกู้ Investment Grade ยังแข็งแกร่ง พร้อมคงเป้าระดมทุนปี 2569 ที่ 8.8-9 แสนล้านบาท
KEY
POINTS
- คาดการณ์ว่าการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะไม่เกินความคาดหมายของนักลงทุน
- แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มทรงตัว โดยคาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00%
- สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ยังคงเป้าหมายการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนในปีนี้ไว้ที่ระดับ 8.8 - 9 แสนล้านบาท
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระ (Default) จากผู้ออกประมาณ 7 ราย มูลค่าสุทธิราว 7,422 ล้านบาท และมีหุ้นกู้ที่ปรับโครงสร้างหนี้จากผู้ออกประมาณ 7 ราย มูลค่าสุทธิราว 1,188 ล้านบาท
โดยแนวโน้มหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระในช่วงที่เหลือของปี 2569 นี้นั้น มองว่ายังคงไม่มีอะไรที่เป็นเซอร์ไพรส์สำหรับนักลงทุน ซึ่งจากจำนวนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระในช่วงครึ่งปีหลังรวม 416,877 ล้านบาท โดยเป็นกลุ่ม Non-rated อยู่ประมาณ 20,739 ล้านบาท
ในขณะที่บางส่วนที่ได้ยืดหนี้ไปแล้วในช่องก่อนหน้านี้นั้น คาดว่าหุ้นกู้กลุ่มนี้คงไม่มาออกหุ้นกู้ชุดใหม่แล้ว และมีความเป็นไปได้สูงที่จะดำเนินการยืดหนี้ต่อ
คาดครึ่งหลังปี กนง. คงดอกเบี้ยต่อ
ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัว หลังผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
ส่วน Bond yield ไทย 5 ปี คาดว่าจะทรงตัวในระดับ 1.60% โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 1.58 - 1.77% และ Bond yield ไทย 10 ปี มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.06% ณ สิ้นเดือนมิ.ย.2569 เป็น 2.19 - 2.33% ในช่วงครึ่งหลังของปี ปัจจัยหลักจากแผนการระดมทุนของภาครัฐ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ และส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยกับสหรัฐฯ
คงยอดออกหุ้นกู้ปีนี้ที่ 8.8 - 9 แสนล้าน
ทั้งนี้ ปัจจุบันยังคงเป้ายอดออกหุ้นกู้เอกชนปี 2569 นี้ ไว้ที่ระดับราว 880,000 - 900,000 ล้านบาท เนื่องจากเชื่อว่าบริษัทขนาดใหญ่ยังมีความต้องการระดมทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทที่เลื่อนการออกหุ้นกู้ใหม่ออกจากช่วงครึ่งปีแรก ประกอบกับในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดชำระรวม 416,877 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นกู้ในกลุ่ม Investment Grade สัดส่วน 90% และกลุ่ม High Yield (รวม Non-rated bond) อีก 10%
โดยผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ 10 อันดับแรกอยู่ในกลุ่ม Investment Grade มีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) ระหว่าง 2.08 -10.6 เท่า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity) ส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่เกิน 2 เท่า
ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดในช่วงครึ่งปีหลังมากสุดคือ กลุ่มพลังงาน มูลค่า 95,793 ล้านบาท รองลงมาคือ การเงิน 71,842 ล้านบาท,อสังหาฯ 69,482 ล้านบาท,ไอซีที 35,185 ล้านบาท และพาณิชย์ 34,148 ล้านบาท เป็นต้น
ภาพรวมตราสารหนี้ไตรมาส 2/69
สำหรับมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 18.3 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 96% ของ GDP) เพิ่มขึ้น 2.0% จากสิ้นปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลเป็นสำคัญ
โดยมูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้) อยู่ที่ 409,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการออกเพิ่มขึ้นของหุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade (IG) โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ENERGY,FINANCE และ PROPERTY ตามลำดับ
นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 2/2569 อีก 10,453 ล้านบาท ต่อเนื่องจากไตรมาสแรก โดยเป็นการซื้อสุทธิในเดือนเม.ย. และพ.ค.2569 และขายสุทธิในเดือนมิ.ย.หลังจากเริ่มมีความชัดเจนในการเจรจายุติสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน
ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยรวม 30,043 ล้านบาท และมียอดการถือครอง 9.47 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.2% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.5 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา
เส้นอัตราผลตอบแทนพุ่ง
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวสูงขึ้นในครึ่งแรกของปี 69 มีความชันมากขึ้นในลักษณะ Bear Steepening จากความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3 bps 32 bps และ 40 bps. จากสิ้นปี 68 มาอยู่ที่ระดับ 1.16% 1.60% และ 2.06% ตามลำดับ
เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยในครึ่งแรกของปี 69 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตปรับตัวสูงขึ้น 14-34 bps. ในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล
ทั้งนี้ หุ้นกู้อันดับเครดิต AAA AA และ A มีส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Spread) ใกล้เคียงจุดต่ำสุดในรอบ 6 ปี สะท้อนถึงพฤติกรรม Flight to Quality ของผู้ลงทุน ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี อันดับเครดิต AAA, AA, A และ BBB+ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.98% 2.26% 2.66% และ 4.12% ตามลำดับ
กางแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี
ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี (ปี 2569 – 2572) ภายใต้แนวคิด “The RISE of Thai Bond Market” เพื่อยกระดับและขับเคลื่อนตลาดตราสารหนี้ไทย โดยมีหลักการ "Trust, Innovation, and Sustainability" เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดในการสร้างตลาดตราสารหนี้ที่ยั่งยืน ประกอบด้วย 4 ด้านดังนี้
R: Roles & Regulation (ยกระดับบทบาทและการกำกับดูแลเชิงรุก) โดยยกระดับเกณฑ์ SRO เชิงรุกเพื่อปกป้องนักลงทุนตั้งแต่ตลาดแรก ควบคู่กับการเป็นตัวกลางขับเคลื่อนนโยบายและร่วมเสนอแนะปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการคุ้มครองผู้ลงทุน เช่น ผลักดันการแก้ไขกฎหมาย พรบ.ล้มละลายและร่วมกับ ก.ล.ต.ปรับข้อกำหนดสิทธิผู้ลงทุน เป็นต้น รวมถึงขยายบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาระดับนานาชาติเพื่อส่งออกโมเดลของ ThaiBMA ไปสู่ตลาดเกิดใหม่
I: Infrastructure Modernization (การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรองรับยุคดิจิทัล) สร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลกลางของตลาด (Information Backbone) ซึ่งรวมถึงการพัฒนาระบบขึ้นทะเบียนตราสารหนี้รูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างไร้รอยต่อ การเปิดตัวระบบ BHR Portal เพื่อเพิ่มศักยภาพการกำกับดูแลให้แก่ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และการยกระดับแอปพลิเคชัน MeBond ให้ตอบสนองนักลงทุนรายย่อย
S: Sustainability & Education (การส่งเสริมความยั่งยืนและองค์ความรู้) จัดตั้งศูนย์กลางข้อมูล ESG Bond Data Hub ตามมาตรฐานสากล ICMA ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ (Bond Literacy)
E: Expanded Products & Valuation (การขยายผลิตภัณฑ์บริการและการประเมินมูลค่าด้วย AI) - ยกระดับการให้บริการข้อมูลและการประเมินมูลค่าตราสารหนี้ให้ครอบคลุมนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น Tokenized products และเตรียมเปิดตัวBond AI ในช่วงไตรมาส 3/69 เพื่อเป็นผู้ช่วยนักลงทุนรายย่อย พร้อมทั้งนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์ตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
"เป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ RISE ในครั้งนี้ คือการขับเคลื่อนตลาดตราสารหนี้ไทยไปสู่การเป็น "Sustainable Bond Market" หรือตลาดตราสารหนี้ที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งการเติบโตด้านนวัตกรรม ความน่าเชื่อถือในระบบกำกับดูแล และการเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียวและสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดย ThaiBMA พร้อมจับมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันวิสัยทัศน์นี้ให้สำเร็จตามแผนงาน" นางสาวอริยา กล่าว





