thansettakij
thansettakij
ก.ล.ต. รื้อค่าธรรมเนียมรอบ 6 ปี โบรกฯ ใหญ่จ่ายเท่าตัว ห่วงนักลงทุนแบกต้นทุนเพิ่ม

ก.ล.ต. รื้อค่าธรรมเนียมรอบ 6 ปี โบรกฯ ใหญ่จ่ายเท่าตัว ห่วงนักลงทุนแบกต้นทุนเพิ่ม

14 มิ.ย. 69 | 09:44 น.
อัปเดตล่าสุด :14 มิ.ย. 69 | 09:58 น.

ก.ล.ต. รื้อโครงสร้างค่าธรรมเนียมตัวกลางครั้งแรกในรอบ 6 ปี เพิ่มเพดานรายใหญ่เท่าตัวทั้งหุ้นและอนุพันธ์ คงรายเล็กไว้เท่าเดิม ตั้งเป้าประกาศใช้ 1 ม.ค. 2570 จับตานักลงทุนแบกต้นทุนเพิ่ม

KEY

POINTS

  • ก.ล.ต. เสนอปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมผู้ประกอบธุรกิจในรอบ 6 ปี โดยเพิ่มเพดานค่าธรรมเนียมสูงสุดสำหรับโบรกเกอร์รายใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัว
  • เพดานค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์จะถูกปรับเพิ่มจาก 10 ล้านบาทเป็น 20 ล้านบาท และธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจาก 1 ล้านบาทเป็น 2 ล้านบาท
  • การปรับโครงสร้างมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายเล็ก และจะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมจากธุรกิจที่ไม่เคยมีการจัดเก็บมาก่อน
  • มีความกังวลว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของบริษัทหลักทรัพย์อาจถูกผลักภาระไปยังนักลงทุนผ่านค่าบริการที่สูงขึ้น

ฐานเศรษฐกิจ – ก.ล.ต. รื้อโครงสร้างค่าธรรมเนียมตัวกลางครั้งใหญ่ในรอบ 6 ปี สั่งเพิ่มเพดานค่าธรรมเนียมรายใหญ่ "เท่าตัว" ทั้งฝั่งหลักทรัพย์และอนุพันธ์ พร้อมเริ่มเก็บธุรกิจที่ไม่เคยเก็บมาก่อน หวังลดความเหลื่อมล้ำรายใหญ่-รายเล็ก แต่นักลงทุนต้องจับตา เพราะ ก.ล.ต. เปิดช่องเองว่าต้นทุนนี้อาจถูกส่งผ่านมาถึงค่าบริการของผู้ลงทุน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกเอกสารรับฟังความคิดเห็น (เลขที่ อนป. 31/2569) เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2569 เพื่อทบทวนหลักเกณฑ์การกำหนดค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการตามใบอนุญาตสำหรับธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ค่าธรรมเนียมรายปี) หลังตรึงอัตราเดิมมาตั้งแต่ปี 2564 ต่อเนื่องถึง 6 ปี เพื่อบรรเทาภาระผู้ประกอบธุรกิจในช่วงวิกฤติโควิด-19

ทั้งนี้ คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมครั้งที่ 7/2569 เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2569 มีมติเห็นชอบหลักการดังกล่าวแล้ว โดยเปิดรับความเห็นถึงวันที่ 12 ก.ค. 2569 ก่อนสรุปปรับปรุงหลักเกณฑ์ คาดมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2570 เป็นต้นไป

เหตุผลรือโครงสร้างค่าธรรมเนียม

ก.ล.ต. ระบุว่า แม้อัตราค่าธรรมเนียมโดยรวมยังเหมาะสม แต่บางรายการควรปรับปรุง เนื่องจากธุรกิจที่มีลักษณะคล้ายกันกลับเก็บค่าธรรมเนียมไม่สอดคล้องกัน บางธุรกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลยังไม่ถูกจัดเก็บ เกิดความไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจ อีกทั้งบางอัตรายังไม่สะท้อนต้นทุนการกำกับดูแลที่เพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ

ขยับเพดานเท่าตัว รายใหญ่โดนเต็มๆ

ประเด็นหลักการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมครั้งนี้อยู่ที่การเพิ่ม "เพดานขั้นสูง" (max) ขึ้นเท่าตัวใน 2 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า จาก 1 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท และธุรกิจหลักทรัพย์ จาก 10 ล้านบาท เป็น 20 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. ยังคง "อัตราขั้นต่ำ" (min) ไว้ที่ 50,000 บาท เพื่อไม่ให้กระทบผู้ประกอบการรายเล็กหรือรายที่ยังขาดทุน

แนวคิด ก.ล.ต. อ้างอิงผลศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เมื่อปี 2566 ที่เสนอให้ปรับเพดานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างธุรกิจรายใหญ่และรายเล็ก

โครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบนี้เป็นการส่งสัญญาณชัดว่า ภาระที่เพิ่มขึ้นจะตกอยู่กับโบรกเกอร์และผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีปริมาณธุรกรรมสูงเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมาแม้ปริมาณธุรกรรมของรายใหญ่จะโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังชนเพดานเดิมที่ไม่ได้ขยับ ขณะที่ฝั่งหลักทรัพย์ตรึงมาตั้งแต่ปี 2553 (16 ปี) และฝั่งสัญญาฯ ตั้งแต่ปี 2559 (10 ปี)

 

ไทยยังถูกกว่าเพื่อนบ้าน

แม้จะขึ้นเพดานเท่าตัว แต่เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ไทยยังถือว่าผ่อนปรนกับรายใหญ่ เพราะผลการศึกษาของ ก.ล.ต. พบว่า มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง "ไม่กำหนดเพดานขั้นสูง" เลย ผู้ประกอบธุรกิจต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตามจริงตามปริมาณธุรกรรมทั้งหมด

เช่นเดียวกับธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน ที่ ก.ล.ต. เทียบเคียงว่าสิงคโปร์เก็บราว 2,000 SGD/ปี (ประมาณ 50,000 บาท) ส่วนมาเลเซียเก็บ 20,000 RM/ปี (ราว 160,000 บาท) ซึ่งสูงกว่าอัตราใหม่ของไทยที่เสนอไว้

อุดช่องที่ "กำกับอยู่แล้วแต่ไม่เคยเก็บ"

นอกจากนี้ยังมีการขยายฐานจัดเก็บไปยังธุรกรรมที่ ก.ล.ต. กำกับดูแลมาตลอดแต่ไม่เคยเรียกเก็บค่าธรรมเนียม โดยสรุปประเด็นที่เสนอปรับทั้ง 6 ข้อ ได้แก่

ปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมแบบคงที่

  • ที่ปรึกษาการลงทุน ปรับจาก 25,000 บาท/ปี เป็น 50,000 บาท/ปี หลังตรึงมานานถึง 23 ปีตั้งแต่ปี 2546 สวนทางกับจำนวนผู้ประกอบการที่เพิ่มจาก 3 ราย เป็น 58 ราย และธุรกิจที่ซับซ้อนขึ้น
  • ผู้ค้าสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เก็บใหม่ที่ 50,000 บาท/ปี เป็นครั้งแรก จากเดิมที่ไม่เคยเรียกเก็บ ทั้งที่ ก.ล.ต. กำกับดูแลด้านฐานะการเงินและติดตามธุรกรรมมาตลอด

ปรับวิธีคำนวณมูลค่าธุรกรรม

  • ผู้ค้าหน่วยลงทุน ขยายให้ครอบคลุมมูลค่าการ "ซื้อ" หน่วยลงทุนด้วย จากเดิมเก็บเฉพาะฝั่งขาย ในอัตรา 0.001% ของมูลค่าซื้อขาย
  • ตัวแทนซื้อขายสัญญาฯ ขยายให้ครอบคลุมธุรกรรมในตลาดต่างประเทศและนอกศูนย์ซื้อขาย (OTC) ที่ 10 สตางค์ต่อสัญญา จากเดิมเก็บเฉพาะในประเทศ

ปรับเพิ่มเพดานขั้นสูง

  • ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า จาก 1 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท
  • ธุรกิจหลักทรัพย์ จาก 10 ล้านบาท เป็น 20 ล้านบาท

ห่วงโบรกเกอร์รายใหญ่ผลักภาระนักลงทุน

ประเด็นที่นักลงทุนรายย่อยควรอ่านให้ละเอียด อยู่ในตารางวิเคราะห์ผลกระทบของเอกสารฉบับนี้ ซึ่ง ก.ล.ต. ระบุตรงไปตรงมาว่า ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากตัวกลาง "อาจส่งผลต่อค่าธรรมเนียมที่ผู้ลงทุนต้องชำระสำหรับการใช้บริการ"

กล่าวคือ มีความเป็นไปได้ว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของโบรกเกอร์รายใหญ่ อาจถูกส่งผ่านมายังลูกค้าที่ซื้อขายหุ้น อนุพันธ์ หรือลงทุนผ่านกองทุน

อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ชี้แจงว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจะนำกลับไปลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนที่เป็นประโยชน์กับนักลงทุนในระยะยาว เช่น โครงการ Your Data การวางมาตรฐาน Suitability Test และ Basic Asset Allocation กลาง รวมถึงการออก DR แบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยลดภาระและเพิ่มความสะดวกในการให้บริการ

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ย้ำว่าการปรับครั้งนี้เป็นเพียงการทบทวนอัตราและโครงสร้างค่าธรรมเนียม ไม่มีการเพิ่มระบบอนุญาต ระบบคณะกรรมการ หรือบทลงโทษทางอาญาแต่อย่างใด.