
หุ้นโลกเผชิญแรงขายหนัก น้ำมันพุ่ง-เงินเฟ้อเร่ง กูรูแนะหลบภัยในแบงก์ พลังงาน ค้าปลีก
โบรกเตือนตลาดโลกเข้าสู่ภาวะ "De-Risking" หลังสงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง และดอกเบี้ยโลกเข้าสู่ขาขึ้น กด Fund Flow ไหลออกสินทรัพย์เสี่ยงทั่วเอเชีย แนะใช้หุ้นไทยเป็นหลุมหลบภัย เน้นหุ้นปันผลสูงและ ESG ระดับ AAA
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงเทขายอย่างหนักจากปัจจัยกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูง และอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี
- นักลงทุนเข้าสู่ภาวะลดความเสี่ยง (De-risking Mode) สะท้อนจากเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชีย และการเทขายสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำเพื่อถือเงินสด
- นักวิเคราะห์แนะนำให้เข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็น "หลุมหลบภัย" โดยเน้นหุ้นกลุ่ม Defensive และ Value ที่มีปันผลสูงและมีเรตติ้ง ESG ในระดับดี
- กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะเป็นเป้าหมายการลงทุนเพื่อลดความผันผวน ได้แก่ กลุ่มธนาคาร, พลังงาน และค้าปลีก
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมการลงทุนว่า ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก (แดงเดือด) โดยล่าสุดตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงแรงราว -1.6% ถึง -2.0% นำโดยแรงเทขายในกลุ่มเทคโนโลยี ท่ามกลางปัจจัยกดดันสำคัญที่กลับมารบกวนตลาดอีกครั้ง ได้แก่
- ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ : สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่านเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ทำให้ความหวังในการหยุดยิงสั่นคลอนและเสี่ยงยืดเยื้อ ซึ่งผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT พุ่งขึ้นยืนเหนือ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- เงินเฟ้อเร่งตัวสูง : ดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือน พ.ค. 2569 ขยายตัวถึง 4.2% จากปีก่อน ซึ่งเป็นการเร่งตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี โดยเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจนแซงหน้าการเติบโตของค่าจ้างแรงงาน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) กลับมาพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี
- ดอกเบี้ยโลกเข้าสู่ขาขึ้น : ตลาดกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยคาดว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะเริ่มปรับทิศทางดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นในวันนี้ (11 มิ.ย.) ตามด้วยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 16 มิ.ย. 2569
สัญญาณเตือนการเทขายเพื่อลดความเสี่ยง
ทั้งนี้ มองงว่าตลาดการเงินกำลังส่งสัญญาณก้าวเข้าสู่สภาวะ "DE-RISKING MODE" หรือการเทขายเพื่อลดความเสี่ยงอย่างชัดเจน ผ่าน 3 สัญญาณเตือน ได้แก่
- Fund Flow ไหลออกหนัก : ในเดือนนี้ (MTD) เม็ดเงินต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นทั่วเอเชีย นำโดยเกาหลีใต้ -1.4 หมื่นล้านดอลลาร์, ไต้หวัน -1.1 หมื่นล้านดอลลาร์, อินเดีย -4 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงไทยที่ไหลออก -5 ล้านดอลลาร์
- สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อ่อนแอ : ราคาทองคำที่เคยปรับตัวขึ้นสูงสุดถึง 30% ในปีนี้ กลับเผชิญแรงเทขายอย่างหนักจนผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) พลิกกลับมาติดลบ 5.7% สะท้อนถึงความต้องการถือเงินสดเพื่อลดความเสี่ยง
- เปลี่ยนมุมมองหุ้น AI สู่ Balance Sheet Risk : ตลาดเริ่มลดความสำคัญของการเติบโต (AI Growth) และหันมาระมัดระวังความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดและหนี้สินแทน ตัวอย่างเช่น หุ้น ORACLE (ORCL US) ที่แม้จะรายงานกำไรและรายได้ไตรมาส 4/2569 ดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลง 10% ในช่วง After-hours เนื่องจากบริษัทประกาศแผนระดมทุนเพิ่มอีก 4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนด้าน AI ซึ่งทำให้ตลาดกังวลเรื่องกระแสเงินสดที่ติดลบ อย่างไรก็ตาม ความต้องการชิป AI ยังแข็งแกร่ง สะท้อนจากรายได้เดือน พ.ค. ของ TSMC ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่กว่า 30% จากปีก่อน
กลยุทธ์การลงทุน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น เมื่ออ้างอิงจากสถิติในอดีต ในช่วงระหว่าง เดือน ธ.ค. 2564 - มี.ค. 2565 ที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เริ่มขึ้นดอกเบี้ยก่อนหน้า FED พบว่าตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง -7.9% แต่ตลาดหุ้นไทย (SET Index) กลับสามารถบวกสวนทางได้ +0.84%
ทั้งนี้ เม็ดเงินมักจะไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่ม Defensive และ Value เช่น กลุ่มการแพทย์ (+11.97%), สื่อสาร (+8.91%), ธนาคาร, พลังงาน และพาณิชย์ ดังนั้น ท่ามกลางสภาวะความผันผวนสูง ดังนั้นฝ่ายวิจัยจึงแนะนำกลยุทธ์ให้มองหาหลุมหลบภัยในตลาดหุ้นไทย
โดยมุ่งเน้นไปที่ "หุ้นปันผลสูง (High Dividend Yield) ควบคู่กับเรตติ้ง ESG ระดับ AAA" ซึ่งคาดว่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญ (Target) สำหรับนักลงทุนสถาบันและต่างชาติ หากโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) มีความคืบหน้า
กลุ่มหุ้นเป้าหมาย
- กลุ่มธนาคาร-ค้าปลีก : SCB, KKP, TISCO, KTB, KBANK และ HMPRO
- กลุ่มพลังงานและอื่นๆ : LH, TOP, PTT, CPF และ RATCH
- โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) : BLA, CPALL และ PLANB







