
กูรูมองหุ้นไทยฐานแกร่ง P/E ต่ำ-ปันผลสูง 7% ลุ้น SET แตะ 1,500 จุด ชู 3 ธีมลงทุนเด่น
โบรกชี้หุ้นไทยยังไปต่อบนฐานกำไร 'เมย์แบงก์' ชี้หุ้นไทยราคาถูก-ปันผลสูง พร้อมเปิด 3 ธีมลงทุนเด่นเกาะนโยบายรัฐ-ฟื้นตามเศรษฐกิจ-อุปสงค์ในประเทศ
KEY
POINTS
- เมย์แบงก์คาดการณ์ดัชนี SET แตะ 1,500 จุดภายในสิ้นปี 2569 ชี้หุ้นไทยมีพื้นฐานแข็งแกร่ง ค่า P/E ที่แท้จริงต่ำ และมีอัตราปันผลสูงถึง 6-7%
- แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนปี 2569 มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคาร การแพทย์ และก่อสร้าง
- แนะนำ 3 ธีมการลงทุนเด่น ได้แก่ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ (Policy Winners), กลุ่มที่พร้อมฟื้นตัว (Recovery Plays) และกลุ่มที่พึ่งพาอุปสงค์ในประเทศ (Domestic Resilience)
นายจักร เรืองสินภิญญา กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทางฝ่ายประเมินเป้าหมายดัชนี SET Index สิ้นปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1,500 จุด โดยมองว่าเป็นระดับฐานที่มั่นคงมากกว่าการพุ่งขึ้นเพียงชั่วคราว
แม้ระดับราคาต่อกำไรหรือ P/E ของตลาดโดยรวมจะดูเหมือนอยู่ที่ 15 เท่า แต่หากไม่นำหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่มีค่า P/E สูงผิดปกติมารวม จะพบว่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดซื้อขายกันที่ระดับ P/E เพียง 11-12 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมาก หุ้นหลายกลุ่มมีระดับ P/E เพียง 6-7 เท่า และให้อัตราปันผลสูงถึงร้อยละ 6-7 ซึ่งสะท้อนถึงมูลค่าที่ยังถูกและมีความน่าสนใจในการลงทุนอย่างมาก
โดยทิศทางการปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปี 2569 นี้ ยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารที่สร้างผลประกอบการเชิงบวกเหนือความคาดหมาย รวมถึงกลุ่มการแพทย์และก่อสร้างที่เริ่มได้รับปัจจัยหนุนจากงานประมูลใหม่ๆ
ในแง่ของยุทธศาสตร์การลงทุนนั้น แนะนำแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย
กลุ่มแรก คือ "Policy Winners" หรือกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากนโยบายรัฐ เช่น นิคมอุตสาหกรรม (WHA, AMATA) ที่มีสัญญาซื้อขายที่ดินในมือจำนวนมากและมีความเสี่ยงต่ำต่อปัจจัยสงคราม รวมถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK, STEC) ที่จะได้รับงานจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ลดลง
กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่พร้อมฟื้นตัวหลังสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย เช่น โรงไฟฟ้า (GPSC) ที่ได้รับอานิสงส์จากแผนพัฒนาพลังงานฉบับใหม่และการเติบโตของ Data Center รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยว (AOT, MINT) ที่ยังคงมีความแข็งแกร่งจากการไหลเข้าของนักท่องเที่ยวจีนและญี่ปุ่น
และกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่ม "Domestic Resilience" ที่เน้นอุปสงค์ในประเทศ เช่น สื่อสาร (TRUE, ADVANC) ที่มีการแข่งขันด้านราคาลดลงทำให้กำไรเติบโตเด่นชัด และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (SPALI, AP) ที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและเริ่มเห็นดีมานด์จากต่างชาติที่มองหาบ้านหลังที่สองในไทยเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สงบในภูมิภาคอื่น
"แม้ปัจจัยลบจากภายนอกจะยังคงมีอยู่ แต่ด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่มีกรอบป้องกันด้านพลังงานที่เข้มแข็ง เสถียรภาพทางการเมืองที่เอื้อต่อการลงทุน และความได้เปรียบเชิงทำเลที่ตั้งที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างชาติ ทำให้ประเทศไทยในปี 2569 เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและมีความพร้อมในการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นรายตัวที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและสอดคล้องกับทิศทางนโยบายเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในภาวะที่ตลาดหุ้นไทยกำลังกลับมาได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง"





