thansettakij
thansettakij
ก.ล.ต. ตื่นสกัดทุนเทา ยกระดับ KYC คุมเข้มโบรก-คริปโต พร้อมดัน Crypto ETF ใช้จริง Q3

ก.ล.ต. ตื่นสกัดทุนเทา ยกระดับ KYC คุมเข้มโบรก-คริปโต พร้อมดัน Crypto ETF ใช้จริง Q3

08 เม.ย. 69 | 08:07 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 69 | 08:50 น.

ก.ล.ต. เร่งยกระดับมาตรฐานตลาดทุนทั้งระบบ คุมเงินเทา-ฟอกเงิน หวังลดเสี่ยงฟอกเงินในตลาดทุน พร้อมปลดล็อก Crypto ETF จ่อเฮียริ่งเม.ย.นี้ คาดใช้จริงไตรมาส 3/69 ชูเปิดทาง Transition Bond และ TISA เพิ่มทางเลือกลงทุน หนุนเสถียรภาพตลาดระยะยาว

KEY

POINTS

  • ก.ล.ต. สั่งคุมเข้มผู้ประกอบธุรกิจโบรกเกอร์และสินทรัพย์ดิจิทัล โดยยกระดับกระบวนการรู้จักลูกค้า (KYC) ให้รัดกุมขึ้น เพื่อสกัดกั้น "ทุนเทา" และการฟอกเงิน
  • เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ร่างหลักเกณฑ์การจัดตั้งกองทุนรวมสินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto ETF) ภายในเดือนเมษายนนี้
  • คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จและสามารถประกาศใช้เกณฑ์ Crypto ETF ได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปกป้องประชาชนและสกัดกั้น "ทุนเทา" ที่พยายามแทรกซึมเข้ามาใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งฟอกเงิน

โดยพฤติกรรมของกลุ่มทุนเหล่านี้ที่พบมักจะต้องผ่านตัวกลางในการฟอกเงินสกปรกให้กลายเป็นเงินสะอาด เช่น การนำเงินผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) หรือกองทุนรวม เพื่อทำรายการซื้อ-ขายหุ้น สร้างราคาแล้วเทขายออก ไปจนถึงการโอนเงินผ่านบัญชีเพื่อซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ก.ล.ต. พบแนวโน้มการกระทำผิดคือกระแสเงินทุนสีเทาได้ไหลเข้าไปสู่ฝั่ง "สินทรัพย์ดิจิทัล" มากขึ้น ผ่านการซื้อเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีและโอนออกไปตามวอลเล็ตต่างๆ ซึ่งติดตามเส้นทางเงินได้ยากขึ้น

ขณะเดียวกันก็ยังพบช่องโหว่ในฝั่งของบริษัทหลักทรัพย์เช่นเดียวกัน จากการที่ผู้ประกอบการต้องการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าผ่านระบบฝาก-ถอนที่สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น แต่กลับเป็นช่องทางทำให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้เป็น "บัญชีม้า" ในการหมุนเวียนเงินแล้วถอนออกไป

เพื่อจัดการปัญหานี้ ก.ล.ต. ได้วางแนวทางป้องกันตั้งแต่ด่านหน้า โดยกำชับให้ผู้ประกอบธุรกิจทั้งฝั่งโบรกเกอร์และศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องมีระบบและกลไกการเปิดบัญชีที่รัดกุมมากขึ้น ผ่านกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) อย่างเข้มข้น

เพื่อพิสูจน์ตัวตนที่แท้จริงและตรวจสอบว่าโปรไฟล์ของลูกค้าว่ามีศักยภาพในระดับไหน เส้นทางรายได้เหมาะสมกับการลงทุนหรือไม่ ซึ่งหากพบความผิดปกติ ตัวกลางเหล่านี้จะต้องมีกระบวนการเข้าแทรกแซง สกัดกั้น หรือระงับการทำธุรกรรมได้ในทันที

ทั้งนี้ ก.ล.ต. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับคณะกรรมการชุดต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างเกราะป้องกันและสกัดกั้นเงินสีเทาออกจากตลาดทุนไทยอย่างครอบคลุมและเด็ดขาดมากขึ้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ได้หารือร่วมกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และ ผู้ประกอบธุรกิจ ผ่านการจัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) และ อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงแนวทางปฏิบัติให้สามารถนำไปใช้ได้จริงโดยไม่สร้างภาระเกินสมควร และ คาดว่าจะสามารถประกาศใช้มาตรการได้ภายในเดือนเมษายน 2569 นี้

“การยกระดับมาตรฐาน KYC/CDD ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสกัดกั้นทุนเทาที่ ก.ล.ต. ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกัน และยับยั้งไม่ให้ตลาดทุน และ สินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้เป็นช่องทางการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณาผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจให้ครอบคลุมถึงผู้มีอำนาจที่แท้จริง รวมถึงการถือหุ้นทางอ้อมและบุคคลที่ร่วมกันใช้อำนาจ เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมและตลาดทุนโดยรวม”

เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

Q3 ลุ้นไฟเขียวเกณฑ์ตั้ง Crypto ETF

ในส่วนของความคืบหน้าในการพิจารณาอนุญาตให้จัดตั้งกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Crypto ETF นั้น ก.ล.ต. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ร่างเกณฑ์เกี่ยวกับกรอบหลักการของ Crypto ETF ในรอบแรกภายในเดือนเมษายนนี้

สำหรับกระบวนการดำเนินงานหลังจากที่ ก.ล.ต. ได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ในกรอบหลักการรอบแรกแล้ว จะนำข้อเสนอแนะที่ได้มาพิจารณาปรับปรุงให้มีความเหมาะสม หลังจากนั้นจะดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นในด้านรายละเอียดของร่างกฎเกณฑ์อีกครั้งเป็นลำดับถัดไป

โดยประเด็นที่จะรับฟังความเห็นเบื้องต้น ได้แก่ ความเสี่ยงของผู้ลงทุน เพราะคริปโตเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง, ข้อกำหนดต่างๆ อาทิ ผู้จัดกองทุนมีความรู้แค่ไหน,ความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับตัวหลักทรัพย์ และการเปิดเผยข้อมูลให้กับนักลงทุนรับทราบ เป็นต้น อย่างไรก็ดี เบื้องต้นประเมินว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จ และสามารถออกประกาศเกณฑ์บังคับใช้ได้ภายในช่วงไตรมาส 3/2569 นี้

ประเด็นสำคัญที่ ก.ล.ต. มุ่งเน้นและจะนำมารับฟังความคิดเห็น เพื่อวางกรอบการกำกับดูแลที่รัดกุม ได้แก่ การประเมินความเสี่ยงของผู้ลงทุน และระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ การกำหนดคุณสมบัติและข้อกำหนดของผู้จัดการกองทุน และการเปิดเผยข้อมูล โดยกำหนดแนวทางการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจน โปร่งใส

"กระบวนการออกเกณฑ์จัดตั้ง Crypto ETF คาดว่าจะใช้เวลาเฮียริ่งประมาณ 30 วัน และดูความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆว่าเป็นอย่างไร ซึ่งหากไม่มีประเด็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงก็ไม่ต้องนำเข้าคณะกรรมการกำกับตลาดทุนพิจารณาแล้ว และเข้าสู่กระบวนร่างประกาศและเฮียริ่งอีกครั้ง ซึ่งระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับผลของการเฮียริ่งด้วย แต่เบื้องต้นมั่นใจว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้อย่างแน่นอน" 

Transition Bond มาแน่

พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ยังเตรียมเปิดเฮียริ่งการออกหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการออกและเสนอขายตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) และตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลืองตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy (Thailand Amber Bond) ภายในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ หลังจากคณะกรรมการกำกับตลาดทุนได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.เสนอ

ทั้งนี้ การออกหลักเกณฑ์ดังกล่าวเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ออกตราสารหนี้ในการระดมทุนเพื่อลงทุนในโครงการเพื่อการเปลี่ยนผ่านหรือกิจกรรมสีเหลือง (amber) ตามมาตรฐานนิยามและหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมที่ยั่งยืนของประเทศไทย (Thailand Taxonomy)

ซึ่งจะช่วยเอื้อให้เกิดผลเชิงบวก โดย ก.ล.ต. จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้สนใจ และประชาชน ก่อนจะออกร่างประกาศและมีการประกาศใช้ในลำดับต่อไป

เดินหน้าดัน TISA

ในด้านความคืบหน้าการผลักดันโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) นั้น ก.ล.ต.จะเร่งทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังต่อไป หลังจากช่วงที่ผ่านมาได้หยุดชะงักไปเพราะเกิดการเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งอาจต้องรอเรื่องนิ่งอีกซักพัก แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันท่านเลขาธิการ ก.ล.ต.ก็ได้มีการไปหารือกับปลัดกระทรวงการคลังอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ คาดว่าจะมีการจัดตั้งคณะทำงาน Taskforce ของตลาดตราสารหนี้เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชุด หลังจากก่อนหน้านี้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย (Taskforce) เพื่อสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย

โดยคณะทำงานชุดดังกล่าวมีวัตถุประสงส์เพื่อพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยให้ดีขึ้น หลังที่ผ่านมาพบเห็นปัญหาเรื่องหุ้นกู้ประเภทไฮยิลด์บอนด์ รวมถึงทำอย่างไรให้เกิดดีมานด์และซัพพลายในตลาดตราสารหนี้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้แทนจาก ก.ล.ต.,คณะกรรมการกำกับตลาดทุน, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ร่วมในคณะทำงานชุดนี้ด้วย