
ถอดรหัสสงครามตะวันออกกลาง กูรูชี้ SET สัปดาห์แรกผันผวนลบ
ศึกสหรัฐฯ–อิหร่านเขย่าตลาด น้ำมันลุ้น 100 ดอลลาร์ กดดัน SET ผันผวนหนัก โบรกแนะถือเงินสด 50% เน้นพลังงาน–Defensive พร้อมตั้งจุดตัดขาดทุน 3–5%
KEY
POINTS
- นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนี SET ในสัปดาห์แรกจะมีความผันผวนในแดนลบจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งจะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่เป็นผลลบต่อกลุ่มที่ต้นทุนอิงกับพลังงาน เช่น ปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง และการขนส่ง
- มีการประเมินสถานการณ์สงครามออกเป็น 3 ฉากทัศน์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อดัชนี SET แตกต่างกันไปตามความรุนแรงของความขัดแย้ง
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า จากการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทางฝ่ายประเมินผลกระทบต่างๆ ดังนี้
- ราคาน้ำมันช่วงสั้นมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ โดยความรุนแรงขึ้นกับผลของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยหากอิงความขัดแย้งในอดีต การขึ้นหลังสงครามเริ่มอาจไม่แรง เพราะมีการเก็งเกิดสงครามเข้าไปในราคาก่อนแล้ว
- SET Index ช่วง 1 สัปดาห์แรก มีแนวโน้มผันทางลบ จากการประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่ไม่ชัดเจนในช่วงแรก ก่อนฟื้นตัวในช่วงถัดไป
- กลุ่มที่ Outperform ในช่วงสงคราม คือ พลังงาน (ENERG) และหุ้นปลอดภัย (ICT / HELTH) ขณะที่ระยะกลาง กลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM) และขนส่ง (TRANS) ที่ลงในช่วงแรกมักมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีหลังความมั่นใจกลับมา
- กลุ่มที่ Underperform โดยหลักจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ บรรจุภัณฑ์, รับเหมา, ปิโตรเคมี, วัสดุก่อสร้าง
ทั้งนี้ กลุ่มที่น่าลดน้ำหนัก ได้แก่ กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบต้นทุนพลังงาน อาทิ วัสดุก่อสร้าง (CONMAT), ปิโตรเคมี (PETRO) นอกจากนี้ กลุ่มธนาคาร (BANK) ที่รับรู้ปัจจัยบวกช่วงสั้นส่วนใหญ่ไปแล้ว อาจเผชิญการขายทำกำไร หรือลดน้ำหนักทั้งจาก Over-owned และจากตัวเลขเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกที่เผชิญความเสี่ยงมากขึ้น
ขณะที่แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐจะเข้ามาในครึ่งปีหลัง / กลุ่มการแพทย์ (HELTH) การเดินทางเข้ามารักษาของผู้ป่วยตะวันออกกลางช่วงสั้น อาจชะลอจากสถานการณ์สงครามในพื้นที่หลายประเทศรอบอิหร่าน (ผลกระทบ)
สำหรับกลุ่มที่น่าเพิ่มน้ำหนัก โดยเฉพาะหากปรับตัวลดลง ได้แก่ ท่องเที่ยว (TOURIM) และขนส่ง (TRANS) ที่เกี่ยวกับท่องเที่ยว สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การเดินทางไปยุโรปมีความเสี่ยงและต้นทุนเพิ่มขึ้น (เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น และอาจต้องบินอ้อม)
ซึ่งน่าจะบวกกับการท่องเที่ยวไทย อย่างไรก็ดี ในช่วงสั้นอาจปรับลดลงจากความกังวลนักท่องเที่ยวระยะไกลหาก ซึ่งอาจไม่น่ากังวลมากนัก พิจารณาจากการที่ไม่ใช่ฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวยุโรปมาไทย
จากปัจจัยที่กล่าวมาส่งผลให้จากนี้ ราคาหุ้นจะกลับมาขึ้นกับผลประกอบการเป็นหลัก การลงทุนเน้นหุ้นที่
- ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ดี อาทิ กลุ่มการแพทย์ BCH, BDMS, BH
- ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไปพอสมควรแล้ว อาทิ ค้าปลีก ซึ่งแม้งบไตรมาส 1/2569 อาจสู้ปีก่อนที่มี “ช้อปดีมีคืน” ไม่ได้ แต่ตลาดก็รับรู้ไปพอสมควรแล้ว อาทิ HMPRO, CPALL, TNP, BCP
- กลุ่มที่ซื้อขายด้วยมูลค่าทางบัญชีต่ำ หรือมีโอกาส turnaround อาทิ ปิโตรเคมี การเงิน (ตัวเล็ก) อาหาร อาทิ PTTGC, IVL, AMANAH, KCAR, TK, SORKON, TWPC, TKN เป็นต้น
ภาพรวมกลยุทธ์ แนะนำระวังความผันผวนจากการทยอยขึ้นเครื่องหมายจ่ายปันผล และความผันผวนจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ในแง่ของสัดส่วนลงทุน แนะนำคงเงินสด 50% และ พอร์ตหุ้น 50%
หุ้นแนะนำ
- PTTEP ราคาเป้าหมาย 150 บาท : ได้อานิสงส์เชิงบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น (ตัดขาดทุน 130.00 บาท)
- AAV ราคาเป้าหมาย 1.50 บาท : แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/68 ออกมาดี จำนวนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเป็นบวก (ตัดขาดทุน 1.28 บาท)
- TNP ราคาเป้าหมาย 3.30 บาท : ผลการดำเนินงานได้แรงหนุนจากเงินที่เติมเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เติบโตจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซื้อขายเพียง 12 เท่า PER (ตัดขาดทุน 2.80 บาท)
- HMPRO ราคาเป้าหมาย 8 บาท : ราคาหุ้นสะท้อนผลประกอบการที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมาไปแล้ว และเริ่มทยอยปรับดีขึ้น (ตัดขาดทุน 6.90 บาท)
อย่างไรก็ตาม มองว่ากลยุทธ์การลงทุนนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาเข้าซื้อ
3 ฉากทัศน์ สงครามตะวันออกกลาง
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) เปิดมุมมองว่า ช่วงวันที่ 28 ก.พ. - 1 มี.ค. 69 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกได้เข้าสู่บทใหม่ของความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยภูมิภาคตะวันออกกลางได้ก้าวเข้าสู่ภาวะสงคราม ซึ่งประเมินมี 3 ฉากทัศน์ ที่อาจเกิดขึ้นหลังเกิดวิกฤติตะวันออกลางรอบใหม่นี้ คือ
1) การโจมตีจำกัดแต่หยุดเร็ว (โอกาส 30%) : มองฝ่ายสหรัฐประกาศชัยชนะ ระยะสั้นคาด Brent อยู่ที่ US$75-80/bbl และจะลดลงเร็วหลังเหตุปะทะยุติ ทำให้เฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ US$65-70/bbl ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับรับมือได้
ส่วน SET ตกใจชั่วคราวแต่พื้นฐานยังไม่เปลี่ยน โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -15 ถึง -50 จุด (-1% ถึง -3%) และเป้า SET อิง PER 16 เท่าเช่นเดิมที่ 1530 จุด กลยุทธ์ Selective Buy ในหุ้น Domestic ที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากราคาน้ำมัน ได้แก่ ADVANC TRUE CPALL
และแนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน ส่วนนักลงทุนรับความเสี่ยงได้สูงสามารถเก็งกำไรกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ตได้ แต่ต้องระวังแรงขาย Sell on Fact เมื่อคลี่คลาย แนะนำตั้งจุด Trailing Stop
2) สงครามยืดเยื้อ แต่ไม่ลุกลาม (โอกาส 50%) : มองเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ระยะสั้นคาด Brent ปรับขึ้น 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 70-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เริ่มมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ส่วน SET เกิดภาวะ Risk off โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -50 ถึง -75 จุด (-3% ถึง -5%) และเป้า SET อิง PER 14-16 เท่า ที่ 1318-1506 จุด กลยุทธ์แนะนำลดน้ำหนักในหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน
ขณะที่มองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ต และหุ้นกลุ่มเดินเรือซึ่งจะได้ Sentiment บวกจากค่าระวางเรือสูงขึ้น ได้แก่ PSL TTA RCL PRM รวมทั้งหุ้น Defensive ที่มี Pricing Power สูง ได้แก่ ADVANC TRUE BEM CHG พร้อมกับลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้น
3) สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค (โอกาส 20%) : มองกลุ่มฮูตีและฮิซบูเลาะห์เปิดแนวรบ ระยะสั้นและเฉลี่ยทั้งปีนี้คาด Brent ปรับขึ้น 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย
ส่วน SET เกิดภาวะ Extreme Risk off โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -75 ถึง -150 จุด (-5% ถึง -10%) อย่างไรก็ดี มีโอกาสค่า Equity Risk Premium สูงขึ้นจนทำให้ Valuation ถูก De-rating ลงไปเทรดที่ PER 12 เท่าที่ 1100 จุดเพื่อสะท้อนเงินทุนไหลออกรุนแรงได้
กลยุทธ์แนะนำถือเงินสดมากขึ้น โดยลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัย โดยเฉพาะหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมันและหุ้นที่มีหนี้ต่างประเทศสูงจากบาทอ่อนค่า ขณะที่มองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ต พร้อมกับลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้น





