thansettakij
thansettakij
ถอดรหัสสงครามตะวันออกกลาง กูรูชี้ SET สัปดาห์แรกผันผวนลบ

ถอดรหัสสงครามตะวันออกกลาง กูรูชี้ SET สัปดาห์แรกผันผวนลบ

03 มี.ค. 2569 | 23:30 น.

ศึกสหรัฐฯ–อิหร่านเขย่าตลาด น้ำมันลุ้น 100 ดอลลาร์ กดดัน SET ผันผวนหนัก โบรกแนะถือเงินสด 50% เน้นพลังงาน–Defensive พร้อมตั้งจุดตัดขาดทุน 3–5%

KEY

POINTS

  • นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนี SET ในสัปดาห์แรกจะมีความผันผวนในแดนลบจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
  • ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งจะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่เป็นผลลบต่อกลุ่มที่ต้นทุนอิงกับพลังงาน เช่น ปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง และการขนส่ง
  • มีการประเมินสถานการณ์สงครามออกเป็น 3 ฉากทัศน์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อดัชนี SET แตกต่างกันไปตามความรุนแรงของความขัดแย้ง

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า จากการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทางฝ่ายประเมินผลกระทบต่างๆ ดังนี้

  1. ราคาน้ำมันช่วงสั้นมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ โดยความรุนแรงขึ้นกับผลของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยหากอิงความขัดแย้งในอดีต การขึ้นหลังสงครามเริ่มอาจไม่แรง เพราะมีการเก็งเกิดสงครามเข้าไปในราคาก่อนแล้ว
  2. SET Index ช่วง 1 สัปดาห์แรก มีแนวโน้มผันทางลบ จากการประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่ไม่ชัดเจนในช่วงแรก ก่อนฟื้นตัวในช่วงถัดไป
  3. กลุ่มที่ Outperform ในช่วงสงคราม คือ พลังงาน (ENERG) และหุ้นปลอดภัย (ICT / HELTH) ขณะที่ระยะกลาง กลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM) และขนส่ง (TRANS) ที่ลงในช่วงแรกมักมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีหลังความมั่นใจกลับมา
  4. กลุ่มที่ Underperform โดยหลักจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ บรรจุภัณฑ์, รับเหมา, ปิโตรเคมี, วัสดุก่อสร้าง

ทั้งนี้ กลุ่มที่น่าลดน้ำหนัก ได้แก่ กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบต้นทุนพลังงาน อาทิ วัสดุก่อสร้าง (CONMAT), ปิโตรเคมี (PETRO) นอกจากนี้ กลุ่มธนาคาร (BANK) ที่รับรู้ปัจจัยบวกช่วงสั้นส่วนใหญ่ไปแล้ว อาจเผชิญการขายทำกำไร หรือลดน้ำหนักทั้งจาก Over-owned และจากตัวเลขเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกที่เผชิญความเสี่ยงมากขึ้น

ขณะที่แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐจะเข้ามาในครึ่งปีหลัง / กลุ่มการแพทย์ (HELTH) การเดินทางเข้ามารักษาของผู้ป่วยตะวันออกกลางช่วงสั้น อาจชะลอจากสถานการณ์สงครามในพื้นที่หลายประเทศรอบอิหร่าน (ผลกระทบ)

สำหรับกลุ่มที่น่าเพิ่มน้ำหนัก โดยเฉพาะหากปรับตัวลดลง ได้แก่ ท่องเที่ยว (TOURIM) และขนส่ง (TRANS) ที่เกี่ยวกับท่องเที่ยว สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การเดินทางไปยุโรปมีความเสี่ยงและต้นทุนเพิ่มขึ้น (เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น และอาจต้องบินอ้อม)

ซึ่งน่าจะบวกกับการท่องเที่ยวไทย อย่างไรก็ดี ในช่วงสั้นอาจปรับลดลงจากความกังวลนักท่องเที่ยวระยะไกลหาก ซึ่งอาจไม่น่ากังวลมากนัก พิจารณาจากการที่ไม่ใช่ฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวยุโรปมาไทย

จากปัจจัยที่กล่าวมาส่งผลให้จากนี้ ราคาหุ้นจะกลับมาขึ้นกับผลประกอบการเป็นหลัก การลงทุนเน้นหุ้นที่

  1. ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ดี อาทิ กลุ่มการแพทย์ BCH, BDMS, BH
  2. ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไปพอสมควรแล้ว อาทิ ค้าปลีก ซึ่งแม้งบไตรมาส 1/2569 อาจสู้ปีก่อนที่มี “ช้อปดีมีคืน” ไม่ได้ แต่ตลาดก็รับรู้ไปพอสมควรแล้ว อาทิ HMPRO, CPALL, TNP, BCP
  3. กลุ่มที่ซื้อขายด้วยมูลค่าทางบัญชีต่ำ หรือมีโอกาส turnaround อาทิ ปิโตรเคมี การเงิน (ตัวเล็ก) อาหาร อาทิ PTTGC, IVL, AMANAH, KCAR, TK, SORKON, TWPC, TKN เป็นต้น

ภาพรวมกลยุทธ์ แนะนำระวังความผันผวนจากการทยอยขึ้นเครื่องหมายจ่ายปันผล และความผันผวนจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ในแง่ของสัดส่วนลงทุน แนะนำคงเงินสด 50% และ พอร์ตหุ้น 50%

หุ้นแนะนำ

  • PTTEP ราคาเป้าหมาย 150 บาท : ได้อานิสงส์เชิงบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น (ตัดขาดทุน 130.00 บาท)
  • AAV ราคาเป้าหมาย 1.50 บาท : แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/68 ออกมาดี จำนวนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเป็นบวก (ตัดขาดทุน 1.28 บาท) 
  • TNP ราคาเป้าหมาย 3.30 บาท : ผลการดำเนินงานได้แรงหนุนจากเงินที่เติมเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เติบโตจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซื้อขายเพียง 12 เท่า PER (ตัดขาดทุน 2.80 บาท)
  • HMPRO ราคาเป้าหมาย 8 บาท : ราคาหุ้นสะท้อนผลประกอบการที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมาไปแล้ว และเริ่มทยอยปรับดีขึ้น (ตัดขาดทุน 6.90 บาท)

อย่างไรก็ตาม มองว่ากลยุทธ์การลงทุนนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาเข้าซื้อ

3 ฉากทัศน์ สงครามตะวันออกกลาง

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) เปิดมุมมองว่า ช่วงวันที่ 28 ก.พ. - 1 มี.ค. 69 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกได้เข้าสู่บทใหม่ของความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยภูมิภาคตะวันออกกลางได้ก้าวเข้าสู่ภาวะสงคราม ซึ่งประเมินมี 3 ฉากทัศน์ ที่อาจเกิดขึ้นหลังเกิดวิกฤติตะวันออกลางรอบใหม่นี้ คือ

1) การโจมตีจำกัดแต่หยุดเร็ว (โอกาส 30%) : มองฝ่ายสหรัฐประกาศชัยชนะ ระยะสั้นคาด Brent อยู่ที่ US$75-80/bbl และจะลดลงเร็วหลังเหตุปะทะยุติ ทำให้เฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ US$65-70/bbl ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับรับมือได้

ส่วน SET ตกใจชั่วคราวแต่พื้นฐานยังไม่เปลี่ยน โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -15 ถึง -50 จุด (-1% ถึง -3%) และเป้า SET อิง PER 16 เท่าเช่นเดิมที่ 1530 จุด กลยุทธ์ Selective Buy ในหุ้น Domestic ที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากราคาน้ำมัน ได้แก่ ADVANC TRUE CPALL

และแนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน ส่วนนักลงทุนรับความเสี่ยงได้สูงสามารถเก็งกำไรกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ตได้ แต่ต้องระวังแรงขาย Sell on Fact เมื่อคลี่คลาย แนะนำตั้งจุด Trailing Stop

2) สงครามยืดเยื้อ แต่ไม่ลุกลาม (โอกาส 50%) : มองเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ระยะสั้นคาด  Brent ปรับขึ้น 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 70-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เริ่มมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

ส่วน SET เกิดภาวะ Risk off โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -50 ถึง -75 จุด (-3% ถึง -5%) และเป้า SET อิง PER 14-16 เท่า ที่ 1318-1506 จุด กลยุทธ์แนะนำลดน้ำหนักในหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน

ขณะที่มองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ต และหุ้นกลุ่มเดินเรือซึ่งจะได้ Sentiment บวกจากค่าระวางเรือสูงขึ้น ได้แก่ PSL TTA RCL PRM รวมทั้งหุ้น Defensive ที่มี Pricing Power สูง ได้แก่ ADVANC TRUE BEM CHG พร้อมกับลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้น

3) สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค (โอกาส 20%) : มองกลุ่มฮูตีและฮิซบูเลาะห์เปิดแนวรบ ระยะสั้นและเฉลี่ยทั้งปีนี้คาด  Brent ปรับขึ้น 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย

ส่วน SET เกิดภาวะ Extreme Risk off โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -75 ถึง -150 จุด (-5% ถึง -10%) อย่างไรก็ดี มีโอกาสค่า Equity Risk Premium  สูงขึ้นจนทำให้ Valuation ถูก De-rating ลงไปเทรดที่ PER 12 เท่าที่ 1100 จุดเพื่อสะท้อนเงินทุนไหลออกรุนแรงได้

กลยุทธ์แนะนำถือเงินสดมากขึ้น โดยลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัย โดยเฉพาะหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมันและหุ้นที่มีหนี้ต่างประเทศสูงจากบาทอ่อนค่า ขณะที่มองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ต  พร้อมกับลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้น