

KEY
POINTS
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ผลประกอบการในปี 2568 บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core profit) อยู่ที่ 28,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.4% เมื่อเทียบกับปี 2567
โดยหลักเติบโตขึ้นจากเงินปันผลจากธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK, การรับรู้ผลกำไรเต็มปีจากโรงไฟฟ้า GPD หน่วยที่ 3-4 และกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานในประเทศที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายปี 2567 และปลายปี 2568 กำไรจากการนำเข้า LNG และส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก ADVANC, HKP และ Jackson
ขณะที่ไตรมาส 4/2568 มีกำไรจากการดำเนินงานเท่ากับ 7,889 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.7% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน โดยหลักมาจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ ประกอบกับการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก ADVANC, GJP, HKP และ Jackson เป็นต้น
ด้านกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ในปี 2568 อยู่ที่ 86,562 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 304.8% โดยมีบันทึกกำไรจาการควบรวมบริษัทระหว่าง GULFI และ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท ประกอบกับมีกำไรจากการซื้อธุรกิจ ซึ่งเกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม จำนวน 519 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในปี 2568 ยังมีบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่กระทบบริษัทใหญ่และขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากตราสารอนุพันธ์สุทธิเป็นผลกำไร 1,147 ล้านบาท เทียบกับปี 2567 ที่มีขาดทุนจากรายการดังกล่าวจำนวนสุทธิ 189 ล้านบาท
สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ในไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 8,852 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 89.5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และ 21.7% จากไตรมาสก่อน โดยเพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่า Core profit เนื่องในไตรมาส 4/2568 มีบันทึกกำไรจากการซื้อธุรกิจ 519 ล้านบาท ที่เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มบริษัทได้ซื้อหุ้นเพิ่มในระหว่างปี
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังมีบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่กระทบบริษัทใหญ่และขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากตราสารอนุพันธ์สุทธิเป็นผลกำไร 444 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 4/2567 และไตรมาส 3/2568 ที่มีขาดทุนจากรายการดังกล่าว จำนวน 857 ล้านบาท และ 5 ล้านบาท ตามลำดับ