ก.ล.ต. เปิดยุทธศาสตร์ 3 ปี กับ 5 ภารกิจใหญ่ ยกระดับตลาดทุน-ฟื้นความเชื่อมั่น

19 ม.ค. 2569 | 11:54 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ม.ค. 2569 | 12:40 น.

ก.ล.ต. เดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569 – 2571 ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” มุ่งเป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และเป็นกลไกสำคัญสู่ความยั่งยืน

KEY

POINTS

  • ก.ล.ต. ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (2569-2571) โดยมี 5 ภารกิจหลักเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและยกระดับตลาดทุนไทย
  • ภารกิจสำคัญครอบคลุมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน, การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและสินทรัพย์ดิจิทัล, การผลักดันด้านความยั่งยืน (ESG) และการสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว
  • มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น, ปรับปรุงกระบวนการ IPO และสกัดกั้นการหลอกลวงลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยเผชิญความท้าทายในหลายมิติ ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งถือเป็นปีแห่งการมุ่งมั่นในการสร้างและรักษาความเชื่อมั่นตลาดทุน

เพื่อให้ตลาดทุนเป็นกลไกในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนที่ทุกภาคส่วนเข้าถึงได้ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียในระบบนิเวศตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับพันธกิจของ ก.ล.ต. “กำกับและพัฒนาตลาดทุนให้น่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพ และสังคมทุกภาคส่วนเข้าถึงได้”

โดย ก.ล.ต. ได้ดำเนินงานที่สำคัญในหลายด้าน* ทั้งการส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายที่ได้ยกระดับให้เข้มข้นยิ่งขึ้น รวมทั้งการยับยั้งการใช้ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงิน 

ก.ล.ต. เปิดยุทธศาสตร์ 3 ปี กับ 5 ภารกิจใหญ่ ยกระดับตลาดทุน-ฟื้นความเชื่อมั่น

สำหรับในปี 2569 นี้ ก.ล.ต. ยังคงมุ่งมั่นสานต่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตามแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569 – 2571 ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้

(1) ตลาดทุนแข่งขันได้และสร้างความเชื่อมั่น (Competitiveness & Confidence) 

  •  ด้านการระดมทุน : เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนไทยในเวทีสากล รองรับการระดมทุนของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายและกิจการที่มีคุณภาพ ยกระดับบริษัทจดทะเบียน เพื่อสร้างความน่าสนใจและดึงดูดผู้ลงทุน
  •  ด้านการซื้อขายหลักทรัพย์ : ส่งเสริมการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างโปร่งใส เป็นธรรมตามมาตรฐานสากล และสามารถตรวจสอบได้ 
  •  ด้านธรรมาภิบาลบริษัทจดทะเบียน : ยกระดับและส่งเสริมการทำหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ตรวจสอบภายใน และที่ปรึกษาทางการเงิน พัฒนาคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนให้ครบถ้วน โปร่งใส และรองรับการตัดสินใจของผู้ลงทุนได้อย่างเหมาะสม 
  •  ด้านการบังคับใช้กฎหมาย : ยกระดับประสิทธิภาพงานตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการจัดการเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการดำเนินการ 
  •  ด้าน Cyber Resilience ของผู้ประกอบธุรกิจ : ยกระดับความพร้อมรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Resilience) ของผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง  

(2) ตลาดทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Leveraging Digital & Technology) มุ่งเน้นการพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาส่งเสริมระบบนิเวศ (ecosystem) ให้พร้อมรองรับการพัฒนา Tokenization และสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน (crypto as an asset class)

ที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดทุนของผู้ลงทุนในวงกว้าง เช่น การจัดทำหลักเกณฑ์รองรับ crypto ETF และศึกษาการออก crypto ETF ในรูปแบบทรัสต์

ก.ล.ต. เปิดยุทธศาสตร์ 3 ปี กับ 5 ภารกิจใหญ่ ยกระดับตลาดทุน-ฟื้นความเชื่อมั่น

(3) ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญสู่ความยั่งยืน (Sustainable Capital Market) โดยส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยมีความโดดเด่นในภูมิภาคด้าน ESG และนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน เช่น การเปิดเผยข้อมูลและการลงทุนอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน International Sustainability Standards Board (ISSB)

พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่รองรับ green finance และ transition finance รวมทั้งการซื้อขาย carbon credit ในตลาดทุน  

(4) ผู้ลงทุนมีสุขภาพทางการเงินที่ดีและวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว (Long-term Investment) โดยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการลงทุนในตลาดทุน เพื่อสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดี ส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่าน “บัญชีการลงทุนส่วนบุคคล”

เพิ่มประสิทธิภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ยกระดับการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจ และป้องกันการหลอกลงทุน โดยยกระดับไปสู่การเป็น “preventive anti-scam for all” ต่อเนื่องจากปี 2568 เพื่อลดความสูญเสีย เพิ่มการรู้เท่าทัน และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน  

(5) เพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงานของ ก.ล.ต. (Organization Transformation) เช่น ยกระดับการกำกับดูแลด้วยการใช้ Supervisory Technology (SupTech) และนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางความผันผวนและไม่แน่นอนจากปัจจัยหลายด้านที่อาจส่งผลต่อตลาดทุนไทยในระยะข้างหน้านี้ ก.ล.ต.  ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมพัฒนาควบคู่การกำกับตลาดทุน เพื่อให้ตลาดทุนมีความน่าเชื่อถือและยั่งยืน ทุกภาคส่วนเข้าถึงได้ โดย ก.ล.ต. พร้อมปรับเพื่อตอบรับโอกาสและความท้าทายในอนาคตในเชิงรุกและทันการณ์ ผ่านบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยการก้าวพร้อมกันไปข้างหน้า ‘Moving forward with Tie – Trends – Trust’ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินและตลาดทุนไทยเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ

ก.ล.ต. เปิดยุทธศาสตร์ 3 ปี กับ 5 ภารกิจใหญ่ ยกระดับตลาดทุน-ฟื้นความเชื่อมั่น

รุกฆาตสกัดทุนเทา-สแกนเมอร์

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ในด้านบทบาทของ ก.ล.ต. ในการสกัดทุนเทาหรือสแกนเมอร์นั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย
1. บริษัทจดทะเบียน หรือ ผู้ระดมทุน ก.ล.ต. มีการกำกับดูแลตั้งแต่โครงสร้างผู้ถือหุ้นว่ามีการรายงานตรงตามข้อเท็จจริงหรือไม่ ตลอดจนผู้มีหน้าที่ที่ต้องปฎิบัติ เช่น การทำเทรนเดอร์ (Tender Offer) ขณะที่หน่วยงานอื่น ที่อาจเกี่ยวข้องกับ ผู้ระดมทุน

ปัจจุบันได้มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงาน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการ ฟอกเงิน หรือ ปปง. , ตำรวจ หรือ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เป็นต้น

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ ก.ล.ต.

2. ผู้ประกอบสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ ตัวกลาง ซึ่งมีหน้าที่ในการทำความรู้จักตัวตนของลูกค้า (KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) ที่ต้องการให้เห็นผลในเรื่องของ Risk Appetite (ความเสี่ยงที่ยอมรับได้) เพื่อให้คำแนะนำการลงทุนที่เหมาะสม ถูกต้องแก่ผู้ลงทุน และเพื่อปฎิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายฟอกเงิน

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ก.ล.ต. เตรียมเสนอกระทรวงการคลัง เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset หรือ DA) โดยเฉพาะการปรับนิยามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจให้ครอบคลุมถึง บุคคลผู้มีอำนาจควบคุมเหนือผู้ประกอบธุรกิจหรือหุ้นของผู้ประกอบธุรกิจ

การกำกับดูแล ผู้ระดมทุน เรามั่นใจว่ากฎหมายในปัจจุบันเพียงพอ ขณะที่ยังได้ร่วมมือกับต่างประเทศ ซึ่งก็มีหลายกรณีที่เชื่อมโยงต่างประเทศในการนำพยานหลักฐานมาใช้ในการดำเนินคดี

เพิ่ม IPO เสริมเสน่ห์ตลาดหุ้น

สุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต.

นางสาวสุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า การเพิ่มเสน่ห์ตลาดหุ้นไทยนั้น ทาง ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการ ลด ละ เลิก กฎเกณฑ์ต่างๆที่ก่อให้เกิดความล่าช้า โดยเฉพาะเรื่องการปรับปรุงกระบวนการ IPO ให้มีความรวดเร็วมากขึ้น ผ่านการลกระบวนการใช้ดุยพินิจและปรับกฎเกณฑ์ให้กระชับเวลา แต่ต้องไม่ทำให้ความเชื่อมั่นหายไป

พร้อมมีการเจรจากับตลาดหลักทรัพย์แห่งปะเทศไทย (ตลท.) ในการมุ่งเป้าธุรกิจที่ดีเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือของบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ รวมถึงเจรจากับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อผลักดันให้มีบริษัทในต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนไทย

ติดสปีดบังคับใช้กฎหมาย

ธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต.

นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า สำหรับปี 2569 นี้ คาดว่ากระบวนการบังคับใช้กฎหมายจะรวดเร็วมากขึ้น เนื่องจาก ก.ล.ต.มีทรัพยากรหรือเจ้าหน้าด้านการสอบสวนที่เพิ่มขึ้นเป็น 15 คน จากเดิมที่มีอยู่ 4 คน และมีการปรับโครงสร้างการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น

โดยสถิติในช่วงปี 2566- 2569 ที่ผ่านมา พบว่าการบังคับใช้กฎหมายมีระยะเวลาที่ลดลงต่อเนื่อง โดยเริ่มจากปี 2566 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 7.9 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 2.3 ปี, ปี 2567 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 8 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 2.1 ปี

และในปี 2568 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 4.8 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 1.6 ปี สำหรับ 1 ม.ค.2569 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 3.9 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 1.3 ปี