"หุ้นไทย"11 เดือน ดิ่ง 17% มาร์เก็ตแคปหาย 3.6 ล้านล้านบาท

02 ธันวาคม 2566

"หุ้นไทย" 11 เดือน (YTD ) ปรับร่วง 17.29% มูลค่าตลาดหาย 3.6 ล้านล้านบาท ขณะที่ต่างชาติไหลออกกว่า 1.92 แสนล้านบาท คาดเม็ดเงินกองทุน TESE 1- 2 หมื่นล้านบาท หนุนหุ้นไทยสิ้นปีมีโอกาสแตะ 1,460 - 1,500 จุด

"ฐานเศรษฐกิจ" รวบรวมข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท. ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2566 ( 30 พ.ย.66 ) ดัชนีหุ้นไทย (SET Index ) ปิดที่ 1,380.18 จุด โดยดัชนีปรับสูงสุด 1,423.61 จุด และต่ำสุด 1,379.96 จุด มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 44,536.50 ล้านบาท 

ทั้งนี้ตั้งแต่ต้นปี 2566 มา ( YTD )  ดัชนีหุ้นไทย ปรับลดลง 288.48 จุด หรือ -17.29% จากสิ้นปี 2565 ปิดระดับ 1,668.66 จุด โดยทำนิวโลว์ปิดต่ำสุดในรอบ 3 ปี เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2566  ที่ 1,371.22 จุด 

มูลค่าการซื้อขายแยกตามกลุ่มนักลงทุน   ( 1 ม.ค.66-30 พ.ย.66 )

  • นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 192,286 ล้านบาท  สัดส่วน 52.29%
  • สถาบันในประเทศ  ซื้อสุทธิ 70,672 ล้านบาท สัดส่วน 8.38%
  • นักลงทุนในประเทศ  ซื้อสุทธิ 124,437 ล้านบาท  สัดส่วน 31.69%
  • บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 2,823 ล้านบาท สัดส่วน 7.64%

ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2566 (  SET+mai ) อยู่ที่ 17,375,837 ล้านบาท ลดลง 3,600,473 ล้านบาท จาก ณ สิ้นปี 2565 ที่มูลค่ามาร์เก็ตแคป 20,976,310 ล้านบาท 

กองทุน TESG ดันดัชนี SET ธ.ค.66 แตะ 1,500 จุด

สำหรับภาพรวมการลงทุนของตลาดหุ้นไทยช่วงเดือนธันวาคมนี้ บล.เอเซีย พลัส หรือ ASPS ประเมินว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น เนื่องจากดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าเงิน อยู่ในช่วงปรับตัวลดลง และหมดรอบทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และกำไรบริษัทจดทะเบียนทยอยดีขึ้น รวมถึงแรงหนุนจากกองทุนไทยและต่างประเทศช่วยพยุงตลาดหุ้นช่วงที่เหลือของปี โดยคาดหวัง SET Index จะกลับไปแตะ 1,500 จุด ปลายปีนี้ และ 1,717 จุดในปีหน้า

จากประเด็นความเสี่ยงต่างประเทศเริ่มผ่อนคลายลง เริ่มจากอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกทยอยลดลงอย่างชัดเจน เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และมีโอกาสทยอยปรับลงตั้งแต่ต้นไตรมาสแรกของปี 2567 รวมถึงความเสี่ยงต่อ RECESSION ของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ลดระดับลง อาทิ สหรัฐฯ ยุโรป ขณะที่ประเทศกลุ่มกำลัง พัฒนามีความเสี่ยงน้อยอยู่แล้ว

ส่วนความเสี่ยงที่ต้องติดตาม 1).ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์สงคราม อิสราเอล – ฮามาส เป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งหากมีการขยายวงกว้างไปสู่ความขัดแย้งระหว่างภูมิภาค อาจทำให้ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น 2).ผลกระทบของเอลนีโญที่อาจสร้าง COST PUSH INFLATION โดยค่าดัชนีชี้วัด ONI ล่าสุดอยู่ที่ 1.5 ซึ่งอยู่ใซนของการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญมากขึ้นแล้ว (ONI > 0.5) และยังอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี 3).มูลค่าซื้อขายเบาบางพร้อมกับปริมาณการ Short Sell หุ้นไทยที่ยังสูงอยู่กดดันตลาดหุ้นผันผวนช่วงสั้น 

 

"ภาพรวม SET INDEX ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (ก.ย. – พ.ย. 66) ปรับตัวลดลงเกิน -10% ซึ่งเป็นการลดลงลึกมาก จนมีระดับ PECENTILE สูงกว่า 90% เมื่อเทียบกับข้อมูลที่มีทั้งหมดใน 48 ปีที่ผ่านมา แต่ฝ่ายวิจัยฯ เชื่อว่า SET จะฟื้นตัวได้จากหลาย

ปัจจัยเฉพาะตัวหนุนปีหน้า ได้แก่

  • 1).รัฐบาลใหม่ทยอยออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่อง
  • 2).เศรษฐกิจไทยช่วง 2H66-1H67 เติบโตเป็นขั้นบันได ซึ่งมีตัวเร่งเศรษฐกิจ คือ ภาคการท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐฯ การส่งออก และการบริโภคใน ประเทศ
  • 3).EPS Growth 2567 เติบโต DOUBLE DIGIT 12.6% อยู่ที่ 99.8 บาท/หุ้น ตั้งดัชนีเป้าหมายปีหน้าไว้ที่ 1717 จุด มี Upside อีกมากพอสมควร 

ในส่วนของ Fund Flow คาดได้แรงกระตุ้นจากเม็ดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ทั้งส่วนของ THAIESG ที่คาดเข้ามาหนุนในช่วงที่เหลือของปีราว 1 – 2 หมื่นล้านบาท และช่วงต้นปี 2567 ตลาดหลักทรัพย์จะมีการจัดทำดัชนี SET50FF และ SET100FF ทำให้หุ้นสถาบันฯ ต้องมีการออกกองทุนใหม่อิงกับดัชนีนี้ ในส่วนของ Flow ต่างชาติมีโอกาสไหลเข้ามากขึ้น ในภาวะสิ้นสุดดอกเบี้ยขาขึ้นอาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่า หรือค่าเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าได้ รวมถึงเงินบาทน่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังดุลการค้าดีกว่าคาดหนุนให้ FUND FLOW ค่อยทยอยไหลกลับมาในตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีและในปีหน้าได้ พร้อมกับต่างชาติได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม

ด้านนายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ระบุถึงทิศทางการลงทุนไตรมาส 4/66  สําหรับภาพตลาดหุ้นไทยในเดือนธันวาคม คาดว่าจะจะมีสีสันมากขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งของวอลุ่มการซื้อขาย ที่ประเมินว่าน่าจะมีการขยับสูงขึ้นเฉลี่ยต่อวัน จากการเปิดขายกองทุน TESG เพื่อการลดหย่อนภาษีในประเทศ จะเป็นแรงหนุนทําให้ผู้เล่นฝั่งนักลงทุนสถาบันในประเทศกลับเข้ามามีสวนร่วมในตลาดมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าเป้าหมายที่ทางการตั้งเอาไว้ว่าจะเห็นเม็ดเงินไหลเข้าสู่กองทุนนี้ราว 1 หมื่นบาทนั้น มีความเป็นไปได้ อ้างอิงจากสัดส่วนเม็ดเงินของกองทุน LTF ที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในอดีต ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET จะมีแนวรับอยู่ที่ระดับ 1360 จุด และแนวต้านอยู่ที่ระดับ 1460 จุด