
SAFE เดินหน้าเข้า SET ไตรมาส4 มั่นใจพื้นฐานแกร่ง
SAFE เดินหน้าเข้า SET แม้ตลาดหุ้นไทย เจอแรงกดดันรอบด้าน ทั้งสงคราม เศรษฐกิจโลกชะลอ บาทอ่อน มั่นใจพื้นฐานแกร่ง มาตรฐานสูง อัตราความสำเร็จสูงถึง 75%
ท่ามกลางความกังวลสงครามอิสราเอลและกลุ่มฮามาสที่ยืดเยื้อและเกรงว่าจะบานปลาย ส่งผลลบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก จากการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุน ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) สหรัฐที่พุ่งเกือบ 5% หลังประธานธนาคารสหรัฐ (เฟด) ให้ความเห็นว่า ยังมีความจำเป็นขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดเงินเฟ้อ กดดันต่อการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย
นพ.วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ บริษัท เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือ SAFE เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า SAFE จะยังเดินหน้าเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)หรือ SET ตามแผนภายในไตรมาส 4 ปีนี้ แม้ว่าจะมีเรื่องสงคราม เศรษฐกิจไม่ดี ตลาดหุ้นไม่ดี เงินบาทอ่อน แต่เราทำมาเยอะและเดินมาเกินครึ่งแล้ว ทั้งออกสื่อ นำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุน (โรดโชว์) ถ้าหยุด แล้วมาทำใหม่จะไม่ได้อารมณ์เหมือนช่วงนี้ และหวังว่า ช่วงปลายปีบรรยากาศน่าจะดีขึ้น
“เราเองมองเรื่องเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ มาตั้งแต่ก่อนโควิดคือปี 2562 เพราะมองว่า เราจะมีโอกาสในการขยายธุรกิจ สามารถสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นบริษัทที่ยั่งยืน สามารถที่จะขยายออกไปได้ทั้งในเรื่องกำลังเงิน หาคนก็น่าจะหาง่าย ซึ่งหลังจากโรดโชว์ต่อนักลงทุนสถาบัน ได้กำหนดราคาหุ้นที่จะเสนอขายให้กับนักลงทุนทั่วไป(IPO)ที่หุ้นละ 21 บาท เปิดจองซื้อวันที่ 25-27 ตุลาคมนี้” นพ.วิวัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้บริษัทฯ จะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 76.75 ล้านหุ้นคิดเป็น 25.25% ของทุนที่ชำระแล้วหลัง IPO แบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 23.95 ล้านหุ้นคิดเป็น 7.88% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO และอีก 52.8 ล้านหุ้นเสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิมคือ Piccadilly Peak Limited ไม่เกิน 35. 7 ล้านหุ้นคิดเป็น 11.75% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO และ North Haven Thai Private Equity Saturn Company (Hong Kong) Limited ไม่เกิน 17.1 ล้านหุ้นคิดเป็นไม่เกิน 5.63% ของทุนที่ชำระแล้วหลัง IPO
สำหรับเงินที่ได้จากการขายหุ้น IPO ครั้งนี้จะแบ่งเป็น 3 ก้อน
- ก้อนแรกจะเอาไปลงทุนเพื่อขยายกิจการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเอาไปควบรวมหรือไปลงทุนใหม่เลยตั้งแต่การซื้อที่ดินหรือสร้างตึกใหม่ขึ้นมา หรือเราอาจไปร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนหรือโรงพยาบาลรัฐบาลที่จะเข้าไปตั้งศูนย์เด็กหลอดแก้ว
- ส่วนที่ 2 จะเอาเงินไปขยายในรูปของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเพราะตอนนี้เรามีคลีนิคความงาม ชะลอวัย เวลเนส และเราอาจจะขยายที่เกี่ยวเนื่องกับเราด้วย
- ส่วนที่ 3 จะเก็บเงินไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
นพ.วิวัฒน์กล่าวต่อว่า บริษัทฯประกอบธุรกิจให้บริการเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เพื่อรักษาภาวะมีบุตรยาก หรือ การทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งมูลค่าอุตสาหกรรมทั่วโลกอยู่ที่ 47 พันล้านดอลลาร์ในปี 2565 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2570 และ 117 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2575 มีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีประมาณ 13.8% จากอัตราการเกิดลดลงและอายุเฉลี่ยของผู้หญิงตั้งครรภ์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการตั้งครรภ์
ทั้งนี้ธุรกิจของเรามี 3 บริษัทคือ SAFE เป็นบริษัทแม่ให้บริการเกี่ยวกับการมีลูกยากและฝากไข่ครบวงจร ทั้งฉีดน้ำเชื้อ แช่แข็งตัวอ่อนและบริษัท เน็ก เจนเนอร์เรชั่น จีโนมิค จำกัด(NGG) ซึ่ง SAFE ถือหุ้น 100% จะเป็นห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนและห้องปฏิบัติพันธุศาสตร์ ซึ่งเราจะรับตัวอย่างเซลล์ตัวอ่อน เพื่อมาตรวจโครโมโซม เพื่อตัดเรื่องเด็กดาวน์ออก แล้วรายงานกลับไปที่ศูนย์เด็กหลอดแก้วที่เป็นคู่ค้า ซึ่งจะมีคู่ค้าทั้งที่เป็นคลิีนิค โรงพยาบาลทั้งในและต่างประเทศและยังรับการตรวจเลือดแม่ เพื่อจะหาความผิดปกติลูกในครรภ์ด้วย
ส่วนบริษัทที่ 3 SAFE ถือหุ้น 80% คือบริษัท เซฟ เวลเนส จำกัด (SWN) ในนาม The Fountain เป็นน้องใหม่ ทำเรื่องความงามและครีมชะลอวัย เพื่อมาเสริมกับธุรกิจหลัก เพราะเรามีลูกค้าที่บินจากต่างประเทศ ในระหว่างรอการกระตุ้นไข่หรือย้ายตัวอ่อน ก็สามารถที่จะมานวดหน้า เสริมความงามได้ หรือบางคนที่มีปัญหาเรื่องไข่เสื่อม สเปิร์มไม่ดี มดลูกไม่ดี ก็สามารถให้ยา ให้วิตามินได้
สำหรับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อรอบของการทำเด็กหลอดแก้วจะอยู่ที่ 5 แสนบาท ซึ่งตอนนี้ได้อานิสงส์ จากการที่รัฐบาลกระตุ้นให้คนมีลูก โดยอาจมีเรื่องให้ลดหย่อนภาษี ค่าเลี้ยงดูบุตร ช่วยเรื่องการศึกษาและอาจจะช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย อย่างเดิมการฝากครรภ์จะไม่ครอบคลุมในประกันสังคม แต่ตอนนี้ก็ครอบคลุมแล้ว ต่อไปอาจจะเข้าสู่เรื่องของการรักษาผู้มีบุตรยากให้สามารถที่จะเบิกค่าใช้จ่ายได้บางส่วน ซึ่งมีตัวอย่างแล้ว อย่างสิงคโปร์ที่สนับสนุนสำหรับผู้ที่มีบุตรยากให้ไปใช้บริการได้
“มาตรการดังกล่าว แม้จะไม่ได้ทำให้อัตราการเกิดเพิ่มขึ้นมากเหมือนอดีต แต่สามาถทำให้อัตราการเกิดจากเดิมอยู่ที่ 1.2% อาจจะกระโดดมาที่ 1.6-1.7% ถ้าไม่กระตุ้น คนก็ไม่อยากมีลูก ส่วนนี้จะช่วยธุรกิจเราได้ ซึ่งเราถือเป็นธุรกิจให้บริการเด็กหลอดแก้วรายที่ 2 ที่ระดมทุนเข้าตลาด แต่เราเข้าจดทะเบียนใน SET ขณะที่อีกรายเข้าตลาด mai” นพ.วิวัฒน์ กล่าว
สำหรับปัจจัยบวกและลบต่อธุรกิจเด็กหลอดแก้วนั้น ปัจจุบันเราพบว่า คนไม่อยากมีลูกมากขึ้น แต่ก็ชดเชยด้วยคนที่มีลูกยาก คนที่แต่งงานช้าและที่จะมาแรงประมาณการด้วยตัวเองว่าประมาณ 5 ปีนี้ ผู้หญิงอาจจะมาเก็บไข่ ฝากไข่เพื่อใช้ในอนาคตมากกว่าผู้หญิงที่มาเก็บไข่เพื่อปฏิสนธิทำลูก สำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอนคนที่คิดว่า อาจจะมีลูกเก็บไข่ไว้ 10 ปีก็ยังมีลูกได้
ดังนั้นแม้ว่าปัจจุบันคนไม่อยากมีลูก แต่เราจะได้เรื่องการฝากไข่ ขณะที่การแข่งขันสูงขึ้น แต่เราได้เปรียบในแง่ที่เรามีมาตรฐานสูง อัตราความสำเร็จสูง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 75% ขณะที่ต่างชาติที่เป็นลูกค้าสัดส่วนประมาณ 45% ก็มีความหลากหลายไม่ใช่แค่จีนเท่านั้น แต่ยังมีลูกค้าใน CLMV ญี่ปุ่น อินเดียและสิงคโปร์ จึงมีผู้ดูแลที่หลากหลายภาษา นอกจากนั้นก็จะมีมาตรการจากรัฐบาลเป็นตัวเสริม
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 43 ฉบับที่ 3,934 วันที่ 26 - 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566







