
ดาวโจนส์พลิกปิดบวก 22.34 จุด จับตาผลประกอบการ-ทิศทางดอกเบี้ย
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กพลิกปิดบวกเล็กน้อย หลังการซื้อขายผันผวน คาดนักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ในวันศุกร์ (21 เม.ย.) ปรับตัวขึ้น 22.34 จุด หรือ 0.07% ปิดที่ 33,808.96 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 0.09% ปิดที่ 4,133.52 จุด และดัชนีแนสแด็กปรับตัวขึ้น 0.11% ปิดที่ 12,072.46 จุด ขณะที่บรรยากาศการซื้อขายถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย และผลประกอบการที่ซบเซา
ทั้งนี้ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 0.2% หลังปรับตัวขึ้น 4 สัปดาห์ติดต่อกัน
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า บริษัทในดัชนี S&P 500 จะรายงานตัวเลขกำไรลดลง 5.2% ในไตรมาส 1/2566 หลังจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 1.4% ในไตรมาสดังกล่าว
ตลาดพันธบัตรสหรัฐเกิดภาวะ inverted yield curve ในวันนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นดีดตัวเหนือพันธบัตรระยะยาว บ่งชี้ถึงแนวโน้มการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 6 เดือน ดีดตัวเหนือระดับ 5% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับตัวขึ้นเหนือ 4% และอยู่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีและ 30 ปี
ผลสำรวจบ่งชี้ว่า กิจกรรมทางธุรกิจในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือน เม.ย. แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 1 ปี ทำให้คาดการณ์ได้ยากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะดำเนินนโยบายการเงินอย่างไรในอนาคต โดยในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ข้อมูลเศรษฐกิจอื่น ๆ บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวได้ไม่ดีนัก ซึ่งทำให้สถานการณ์ไม่มีความแน่นอน
เอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยในวันศุกร์ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.5 ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือน จากระดับ 52.3 ในเดือน มี.ค.
ดัชนี PMI อยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคธุรกิจของสหรัฐมีการขยายตัว โดยได้ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 และได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวของการจ้างงานและคำสั่งซื้อใหม่ ขณะที่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจปรับตัวขึ้นเช่นกัน
ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น อยู่ที่ 50.4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน จากระดับ 49.2 ในเดือนมี.ค. และดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น อยู่ที่ 53.7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 12 เดือน จากระดับ 52.6 ในเดือนมี.ค.
การคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการที่สดใสช่วยหนุนตลาด โดยหุ้นเอชซีเอ เฮลท์แคร์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทประกอบการด้านโรงพยาบาล พุ่งขึ้นราว 4% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการในปีนี้ และได้ช่วยหนุนหุ้นผู้ประกอบการโรงพยาบาลอื่นๆ ขึ้นด้วย







