thansettakij
thansettakij
MTS Gold  เตือนเฟดขึ้นดอกเบี้ย กดทองลุ้นลงแตะ 3,600 ดอลลาร์

MTS Gold เตือนเฟดขึ้นดอกเบี้ย กดทองลุ้นลงแตะ 3,600 ดอลลาร์

MTS Gold (แม่ทองสุก) ชี้ทองคำยังเป็นสินทรัพย์รักษาความมั่งคั่งระยะยาว แต่เตือนนักลงทุนระวังการใช้ Leverage พร้อมประเมินเฟดขึ้นดอกเบี้ยกดดันราคาทอง มีโอกาสถอยสู่ระดับ 3,600-3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์

KEY

POINTS

  • MTS Gold ประเมินว่านโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นปัจจัยสำคัญที่จะกดดันราคาทองคำในปี 2569
  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระตุ้นเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้เฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุม
  • หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ราคาทองคำอาจลดลงสู่ 3,800 ดอลลาร์ และหากขึ้น 2 ครั้ง มีโอกาสร่วงลงแตะ 3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทองคำยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ทางเลือกที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การลงทุนในทองคำยุคใหม่จำเป็นต้องเลือกเครื่องมือให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง โดยเฉพาะการลงทุนผ่านตราสารที่มีอัตราทด ซึ่งอาจสร้างผลขาดทุนได้มากกว่าที่คาด

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท MTS Gold แม่ทองสุก กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2569 หัวข้อ “สินทรัพย์ทางเลือก ทองคำน่าลงทุน?” ว่า ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่งคั่งและป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงความผันผวนทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มีสภาพคล่องสูง และสามารถซื้อขายได้ในทุกตลาดสำคัญ

 

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท MTS Gold แม่ทองสุก

 

ชูทองคำกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุน

นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า แม้ทองคำจะให้ผลตอบแทนไม่สูงเท่าหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงบางประเภท แต่มีจุดเด่นด้านความผันผวนที่ต่ำกว่า จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน โดยเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกยังคงจัดสรรสัดส่วนการลงทุนไว้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนทองคำจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากตัวสินทรัพย์ทองคำโดยตรง แต่เกิดจากการลงทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินที่มีอัตราทด (Leverage) เช่น Gold Futures หรือการซื้อขายด้วยมาร์จิ้น

พร้อมอธิบายว่า การใช้เงินลงทุนเพียงบางส่วนเพื่อถือครองสินทรัพย์มูลค่าสูง แม้จะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างกำไร แต่ก็ขยายผลขาดทุนได้ในอัตราเดียวกัน ยกตัวอย่างกรณีใช้มาร์จิ้น 10% หากราคาทองคำปรับตัวลดลงเพียง 2% นักลงทุนอาจขาดทุนสูงถึง 20% ของเงินลงทุน จึงมองว่าการลงทุนผ่าน Gold Futures เหมาะกับผู้ที่ต้องการเก็งกำไรระยะสั้นและสามารถรับความเสี่ยงได้สูง มากกว่าการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว

 

แนะออมทองแบบ DCA ลดผลกระทบจากความผันผวน

สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาว นพ.กฤชรัตน์ แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ Dollar Cost Averaging (DCA) หรือการทยอยออมทองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยเฉลี่ยต้นทุนและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในแต่ละช่วงเวลา ปัจจุบันการลงทุนทองคำเข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยสามารถเริ่มออมทองได้ด้วยเงินเพียงหลักร้อยบาท ทำให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถสะสมสินทรัพย์ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่

เทคโนโลยีดันทองคำเข้าสู่ยุคดิจิทัล

นอกจากรูปแบบการลงทุนแบบดั้งเดิมแล้ว เทคโนโลยียังเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมทองคำอย่างต่อเนื่อง ทั้งบริการซื้อขายทองคำออนไลน์ ระบบออมทอง และการพัฒนาโทเคนอ้างอิงทองคำ ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกและความสะดวกให้กับนักลงทุน

“ทองคำไม่มีวันตาย” นพ.กฤชรัตน์ กล่าว พร้อมระบุว่า แม้โลกการเงินจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ทองคำยังคงได้รับการยอมรับในฐานะสินทรัพย์ที่มีมูลค่าจริง และสามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้

 

ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มถือครองทองคำ

นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนของโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรอง โดยธนาคารกลางหลายประเทศทยอยเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทำให้หลายประเทศต้องการลดการพึ่งพาสินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศและกระจายความเสี่ยงมากขึ้น

มองว่า ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์รักษาความมั่งคั่งและเป็นองค์ประกอบสำคัญของพอร์ตการลงทุนระยะยาว

 

จับตาเฟดขึ้นดอกเบี้ย กดดันทองคำปีนี้

อย่างไรก็ตาม นพ.กฤชรัตน์ ประเมินว่า ปี 2569 อาจเป็นอีกปีที่ผลตอบแทนทองคำมีความเสี่ยงติดลบ จากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงินของสหรัฐฯ โดยสงครามในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น กระตุ้นเงินเฟ้อให้เร่งตัว และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ

ประเมินว่า หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ราคาทองคำอาจอ่อนตัวลงสู่ระดับ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และหากปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง มีโอกาสเห็นราคาทองคำลดลงสู่บริเวณ 3,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่แนวโน้มในปีหน้าอาจกลับมาสดใสขึ้น หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายลง

 

ห่วงมาตรการรัฐกระทบตลาดทองออนไลน์

นพ.กฤชรัตน์ ยังกล่าวถึงปัจจัยภายในประเทศว่า ตลาดทองคำไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำ ซึ่งมีเป้าหมายดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทและป้องกันการฟอกเงิน ผลจากมาตรการดังกล่าวทำให้ปริมาณการซื้อขายทองคำออนไลน์ลดลงเกือบ 60% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังติดตามแนวคิดการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมทองคำอย่างใกล้ชิด โดยสมาคมค้าทองคำอยู่ระหว่างหารือกับภาครัฐ เนื่องจากกังวลว่าหากมีการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม อาจกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และทำให้ธุรกิจซื้อขายทองคำไหลออกไปยังศูนย์กลางการค้าทองคำในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งกำลังเดินหน้าประกาศตัวเป็นฮับการค้าทองคำของเอเชียอย่างชัดเจน