
MTC ยันยอดยึดรถต่ำ เหตุปล่อยกู้รถกระบะ-มอเตอร์ไซค์
MTC ชี้เศรษฐกิจชะลอ กดยอดสินเชื่อลดลง หวั่นหนี้เสียต้องคัดคุณภาพมากขึ้น ยันยอดยึดรถน้อย เหตุลูกค้าส่วนใหญ่มีหลักประกันเป็นรถกะบะ มอเตอร์ไซด์ ต้องรักษาเพื่อประกอบอาชีพ เดินหน้าปั้นบริษัทสู่ระดับสากล
นายปริทัศน์ เพชรอำไพ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด(มหาชน) MTC เปิดเผยถึงสถานการณ์การปล่อยสินเชื่อว่า ยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้สถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นอนแบงก์) ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยดูเครดิตลูกค้ามากขึ้น จากทิศทางหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ในส่วนของ MTC ไม่ได้เร่งปล่อยสินเชื่ออยู่แล้ว โดยการให้สินเชื่อโดยรวมยังอยู่ที่ราว 40- 50%ของหลักประกัน เพื่อป้องกันกรณีเกิดหนี้เสียต่างๆ แม้สถานการณ์ยึดรถที่มากขึ้นในปีนี้ แต่บริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นลูกค้ากลุ่มที่ใช้รถกระบะหรือปิกอัพ ที่นำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ทำมาหากิน
ดังนั้นลูกค้ายังมีความพยายามต่อเนื่องในการชำระ เพื่อให้มีรถทำอาชีพต่อได้ ขณะเดียวกันบริษัทยังป้องกันตัวเองพอสมควร ด้วยการลดวงเงินสินเชื่อลงประมาณ 5-10% ของวงเงินเดิมที่เคยปล่อย จากเดิมที่เคยปล่อยสินเชื่อประมาณ 25% ของราคารถที่ซื้อมาครั้งแรก โดยรถมอเตอร์ไซด์ให้สินเชื่อเฉลี่ยอยู่เพียง 18,000 บาท และรถกระบะเฉลี่ยที่ 80,000 บาท หรือหากลูกค้าดีก็ให้มากกว่านั้น
สำหรับปี 2567 บริษัทคาดว่า สินเชื่อโดยรวมจะเติบโตที่ราว 15-20% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าปีนี้ การเติบโตสินเชื่อน่าจะอยู่ที่ 10-15% หรือเติบโตขึ้นอีก 2 หมื่นล้านบาท หากพอร์ตคงค้างสินเชื่อปี 2567 อยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามแม้เติบโตน้อยลง แต่ยังเติบโตมากว่าอุตสาหกรรมที่คาดเติบโตเพียง 5-10% เท่านั้น
“สินเชื่อรวมปีนี้อาจเติบโตน้อยลง สาเหตุมาจากเม็ดเงินที่จะระดมทุน เพื่อนำมาปล่อยสินเชื่อจะลดลงจากการที่แบงก์ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อต่อเนื่อง ขณะที่ภาวะตลาดหุ้นกู้เองก็ยังไม่ดีนัก การออกหุ้นกู้เอกชนปีนี้จะลดลงจากปีก่อน ทำให้การระดมทุนด้วยการออกหุ้นก็จะลดลงด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกันยังมีปัญหาคุณภาพลูกหนี้ที่รายได้ยังไม่กลับมาเต็มตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่กระจาย ประกอบปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังทรงตัวระดับสูง ทำให้ต้องควบคุมคุณภาพลูกหนี้ในการปล่อยสินเชื่อด้วย ทำให้การเติบโตสินเชื่อมีจำกัดมากขึ้น
“เราเองมีการปล่อยสินเชื่อต่อรายลดลง อย่างเดิมเราเคยปล่อย 50% ของมูลค้าหลักประกัน อย่างสินเชื่อที่มีหลักประกัน การปล่อยกู้เฉลี่ยน่าจะลดลงเหลือ 40-45% ของมูลค่าหลักประกัน”
สำหรับแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ปีนี้จะพยายามควบคุมหนี้เสียให้อยู่ในระดับที่ดีขึ้น ไม่เกิน 2.70% จากปัจจุบันที่ 2.80% ซึ่งหากเทียบกับปีที่ผ่านมา หนี้เสียของบริษัทมีการปรับลดลงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมคุณภาพหนี้ต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สำหรับฐานลูกค้าปัจจุบันของ MTC อยู่ที่ราว 3.6 ล้านคน โดยต่อคนมีสินเชื่ออยู่กับ MTC เฉลี่ยที่ 1.3 บัญชี
นอกจากนี้ แผนธุรกิจของ MTC ในระยะข้างหน้า ยังมีเป้าหมายในการเติบโตอย่างมีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งหวังในการมีเครดิตเรตติ้งที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเครดิตเรตติ้งในต่างประเทศ จากปัจจุบันที่เครดิตเรตติ้งอยู่ระดับ BB- เป็น BB+ ซึ่งจะหนุนให้การระดมทุน การกู้เงินของบริษัทในต่างประเทศมีต้นทุนที่ถูกลงในอนาคต
“เราเป็นธุรกิจที่ไม่รับฝากเงิน ดังนั้นแหล่งเงินทุนที่เราได้มา ต้องมีความหลากหลาย และมีความสำคัญมากกับธุรกิจของ MTC หากเราจำกัดตัวเองให้กับแหล่งเงินในประเทศอาจเผชิญกับความท้าทายได้”
ดังนั้น MTC ต้องพยายามทำตัวเองให้ดี เพื่อให้เครดิตเรตติ้งในต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้ต้นทุนการกู้เงินลดถูกกว่านี้อีก เพราะทุดอันดับเครดิตที่ดีขึ้น 1 อันดับจะทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลง 1-2% ซึ่งที่ผ่านมา MTC มีแหล่งเงินทุนที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้จาก JICA ของรัฐบาลญี่ปุ่น IFC ของธนาคารโลก และ KFW DEG ของรัฐบาลบเยอรมัน
ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อของ MTC มีสินเชื่อคงค้างอยู่ในระบบราว 1.6 แสนล้านบาท ณ ไตรมาส 3 ปี 2567 โดยในนี้เป็นพอร์ตสินเชื่อทะเบียนรถมีหลักประกัน 80% ที่เหลือ 5-10% เป็นพอร์ตสินเชื่อโดยใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน และสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน(คลีนโลน) เช่นสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,065 วันที่ 26 - 29 มกราคม พ.ศ. 2568







