
ศูนย์วิจัยกสิกรฯ วิเคราะห์ 27 ปี ลอยตัวเงินบาท กับ 5 โจทย์เศรษฐกิจที่รอแก้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์ วันครบรอบ 27 ปี 2 ก.ค. 2540 “การลอยตัวค่าเงินบาท” จนทำให้เกิด “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เทียบสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ต่างจาก 2540 มาก ชี้ ยังมีโจทย์เศรษฐกิจ 5 เรื่อง ที่รอแก้ไข
วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทความเนื่องใน “วันครบรอบ 27 ปี” ของ การประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2540 โดยเนื้อหาโดยสรุประบุว่า
บทความนี้จะย้อนกลับไปทบทวนจุดอ่อนของโครงสร้างเศรษฐกิจการเงินไทยในเวลานั้น และเปรียบเทียบกับบริบทปัจจุบัน เพื่อให้เรารู้เท่าทัน ป้องกันไม่ให้เกิดการเดินซ้ำรอยอดีต และสนับสนุนเส้นทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจและการเงินไทยในปี 2567
เศรษฐกิจไทยในปี 2567 แตกต่างจากช่วงปี 2540 อย่างมาก โดยในปี 2540 ปัญหาเกิดจากการลงทุนและการใช้จ่ายเกินตัว และมีการผูกค่าเงินกับดอลลาร์ฯ ภายใต้ระบบตะกร้าเงิน ขณะที่ในปัจจุบัน ความท้าทายมีความซับซ้อนและเป็นโจทย์ระยะกลาง-ยาวมากขึ้น
การลอยตัวค่าเงินบาทในปี 2540
การปรับเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนจากระบบตะกร้าเงินมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการจัดการในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของไทย ทำให้เงินบาทสามารถเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
ซึ่งแตกต่างจากนโยบายเดิมที่ทำให้ค่าเงินขาดความยืดหยุ่นและไม่สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ จนเกิดการโจมตีค่าเงินในช่วงนั้น
สถานการณ์ในปี 2567
ในปี 2567 แม้ว่าจะยังคงเห็นการไหลออกของเงินลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย แต่ค่าความผันผวนของเงินบาทลดลงจาก 9.0% ในปี 2566 มาอยู่ที่ 6.8% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยมีบทบาทในการดูแลความเคลื่อนไหวและลดความผันผวนของค่าเงินบาท
สถานะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน
เศรษฐกิจไทยกำลังทยอยฟื้นตัวจากผลกระทบช่วงโควิด-19 โดยระดับทุนสำรองระหว่างประเทศในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.53 แสนล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งมีความเข้มแข็งมากกว่าในปี 2540 ที่ระดับเงินสำรองระหว่างประเทศลดลงเหลือเพียง 28 พันล้านดอลลาร์ฯ
นอกจากนี้ การดูแลการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์และการลดสัดส่วนหนี้ต่างประเทศมาอยู่ที่ 38.6% ต่อจีดีพี ณ สิ้นปี 2566 แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้บทเรียนจากวิกฤตที่ผ่านมา
ความท้าทายที่ยังคงอยู่
แม้เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันจะดีกว่าช่วงวิกฤตปี 2540 แต่ยังมีโจทย์ท้าทายที่ต้องแก้ไข เช่น ปัญหาหนี้ในระดับสูงทั้งภาครัฐและครัวเรือน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก การเตรียมตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นโจทย์ระยะกลาง-ยาว ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างสมดุลใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ในตอนท้ายศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ทั้งนี้ จะเห็นว่าโจทย์ความไม่สมดุลในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งในอดีตทยอยได้รับการแก้ไขหลังการลอยตัวค่าเงินบาทการกู้เงินกับ IMF และมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขณะที่ประเด็นท้าทายรอบนี้มีความซับซ้อนและแตกต่างจากปี 2540 เพราะโจทย์ส่วนใหญ่เป็นโจทย์ระยะกลาง-ยาว ซึ่งอาจนำไปสู่การสะสมปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจในอีกรูปแบบหนึ่ง
สรุปบทความศูนย์วิจัยกสิกรไทย
สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินของไทยในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงวิกฤตปี 2540:
- ปี 2540: ปัญหาเกิดจากการลงทุนและการใช้จ่ายเกินตัว รวมถึงการผูกค่าเงินกับดอลลาร์สหรัฐฯ
- ปัจจุบัน: เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิด-19 และมีความท้าทายที่ซับซ้อนกว่า
สถานการณ์ปัจจุบันดีขึ้นกว่าช่วงวิกฤตปี 2540:
- ทุนสำรองระหว่างประเทศแข็งแกร่งขึ้นมาก (2.53 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ มิถุนายน 2567)
- สัดส่วนหนี้ต่างประเทศลดลง (38.6% ต่อ GDP ณ สิ้นปี 2566)
- มีมาตรการดูแลการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์
ความท้าทายในปัจจุบัน:
- ความไม่แน่นอนของแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ
- ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก
- ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงิน
- แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
โจทย์ท้าทายระยะกลาง-ยาวของไทย:
- หนี้สูงทั้งภาครัฐและครัวเรือน
- ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า
- ความสามารถในการแข่งขันของ SMEs
- การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
- การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดังนั้นทุกภาคส่วนควรร่วมกันช่วยเสริมสร้างสมดุลใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทยเพื่อบรรเทาผลกระทบจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างต่อระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต
ที่มาข้อมูล : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย





