thansettakij
thansettakij
เงินอ่อนค่า 4.2% ฟันด์โฟลว์เริ่มไหลออก แนะเรียกเชื่อมั่น

เงินอ่อนค่า 4.2% ฟันด์โฟลว์เริ่มไหลออก แนะเรียกเชื่อมั่น

24 ม.ค. 67 | 10:10 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ม.ค. 67 | 10:13 น.

จับตาค่าระวางเรือพุ่ง กดดัน “เงินเฟ้อ” ขยับอีกระลอก เผย 18 วันเปิดศักราชปี 67 เงินบาท "อ่อนค่า" 4.2% ฟันด์โฟลว์ไหลออกทั้งตลาดหุ้นและบอนด์ แนะเรียกความเชื่อมั่น-ลดความกังวล ต่อเสถียรภาพนโยบายการเงิน

การเคลื่อนไหวของสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียตั้งแต่ต้นปี 2567 ถึงวันที่ 18 มกราคม (เวลา 11.22 น.) “เงินเยน” อ่อนค่า 4.7% นำภูมิภาค ตามด้วย “เงินบาท” ที่อ่อนค่า 4.2% เงินวอนอ่อนค่า 3.9% และดอลลาร์ไต้หวันอ่อนค่าลง 3.1% เฉพาะเงินบาท อ่อนค่าลงเกือบ 1% ในช่วง 1-2 สัปดาห์ จากแรงกระแทก “เศรษฐาช็อค” ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักที่กดดันการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จนสร้างความกังวลต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยนโยบาย

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัยกลุ่มงานวิจัย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า เปิดมาต้นปี เงินบาทอ่อนค่า โดยปัจจัยกดดันหลักๆ มาจากค่าเงินดอลลาร์ ส่วนหนึ่งตลาดปรับมุมมองธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจไม่ปรับลดดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมนี้บวกกับเฟดส่งสัญญาณอาจไม่สามารถปรับลดดอกเบี้ยได้เร็วและลึกเช่นที่คาดไว้เดิม

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัยกลุ่มงานวิจัย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย

“ธนาคารกสิกรไทยมองทิศทางเงินบาทสิ้นปีอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลลาร์ โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการอ่อนค่าช่วงต้นปี หลักๆมาจากตลาดปรับมุมมองเฟดอาจจะไม่ลดดอกเบี้ยตามคาด ประกอบกับความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยและเงินทุนไหลออกที่เข้ามากดดันค่าเงิน”

การเคลื่อนไหวของค่าเงินสกุลต่างๆ

ด้านเงินไทนเคลื่อนย้ายหรือฟันด์โฟลว์ปีนี้ ทั้งตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย (บอนด์) สะท้อนความไม่แน่นอนที่ลากข้ามปี โดยเงินไหลออกข้ามจากสิ้นปี 2566 ที่ไหลออกจากตลาดหุ้น 143,068 ล้านบาทและบอนด์ 192,490 ล้านบาท บวกสาเหตุจากขาดปัจจัยฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่รอความชัดเจนมาตรการกระตุ้น

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานวิจัย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทิศทางเงินบาทไตรมาสแรก น่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.75-36 บาทต่อดอลลาร์ จุดอ่อนหลักมาจากภาคการเงินโลกผันผวนและหุ้นน่าจะปรับฐานในไตรมาสแรก

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานวิจัย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)

จากนั้นไตรมาส2 น่าจะเห็นเงินบาทปรับตัวอยู่ในกรอบ 34-35 บาทต่อดอลลาร์และไตรมาส 3-4 น่าจะเห็นเฟด เริ่มลดดอกเบี้ย โดยฝั่งนักลงทุนยังมองเฟดจะลดดอกเบี้ย 7-8 ครั้ง จึงมองว่า สัญญาณการลดดอกเบี้ยของเฟดจะเป็นแรงหนุนของนโยบายการเงินจะเริ่มกลับมาคือเอื้อให้ธปท.ลดดอกเบี้ยได้

ดังนั้นโอกาสที่จะเห็นเงินบาทเคลื่อนไหวในระดับ 33-34.50 บาทต่อดอลลาร์ระหว่างไตรมาส 3-4 ทั้งนี้ การลดดอกเบี้ยของไทยไม่น่าจะกระทบค่าเงินแข็งค่ามาก เนื่องจากสอดคล้องกับทิศทางของธนาคารกลางอื่นๆ มีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยเช่นกัน ส่วนฟันด์โฟลว์ไตรมาสแรกคาดว่า ยังไหลออกจนกว่าจะเห็นเฟดลดดอกเบี้ยในครึ่งปีหลัง

“ต้นปีนี้ ทั้งตลาดเงินตลาดหุ้นโลกปั่นป่วน ในเมืองไทยเหมือนเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีตอนต้นปี จึงเห็นเงินไหลเข้ามาตลาดพันธบัตรไทยบ้าง แต่ถัดมาตลาดหุ้นไทยเจอแรงขาย เพราะความกังวลในจุดอ่อนของไทยที่ยังขาดความชัดเจนด้านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและมาเจอเกณฑ์การปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (RL) ซึ่งมากำกับในช่วงที่สินเชื่อขยายตัวต่ำ” ดร.จิติพลกล่าว

สอดคล้องกับนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคาร กรุงไทยกล่าวว่า สถิติที่น่าสนใจ พบว่า ถ้าเฟดลดดอกเบี้ยได้ ส่วนใหญ่หุ้นไทยจะปรับขึ้น ซึ่งเมื่อธปท.มีจุดยืนเศรษฐกิจไทยไปต่อ ไม่ลดดอกเบี้ย ถ้าสามารถทำให้ตลาดลดความกังวล ส่วนตัวมองว่า มีโอกาสจะเห็นนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาในตลาดหุ้น โดยรอจังหวะหลังตลาดปรับฐานไตรมาสแรกไปแล้ว

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคาร กรุงไทย

ส่วนเงินเฟ้อของไทยนั้น แม้มุมมองต่อเงินเฟ้อทั่วไป จะมีโอกาสติดลบในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผล ฐานสูงจากปีก่อนหรือ มาตรการภาครัฐ แต่ในส่วน เงินเฟ้อพื้นฐาน ส่วนตัวก็มองว่า จะขยับสูงขึ้นตาม ตราบใดเศรษฐกิจฟื้นตัวดี

“ส่วนตัวมองว่า อาจจะไม่เห็นธปท.ลดดอกเบี้ย แต่หากจะมีการเปลี่ยนนโยบายการเงินคงต้องเกิดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก (External Shock) ซึ่งนอกจากต้องติดตามสถานการณ์ทั้งเศรษฐกิจสหรัฐ เศรษฐกิจจีน รวมทั้งเศรษฐกิจยุโรปแล้ว ส่วนตัวยังมองความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือ ค่าระวางเรือนหรือค่าขนส่งที่ยังไม่รวมค่าประกันสินค้า เพิ่มขึ้นล่าสุดเป็น 3,072 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงก่อน COVID ซึ่งอยู่ที่ 1,420 ดอลลาร์  เพิ่ม 116% แล้วซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะเห็นเงินเฟ้อกลับมาเพิ่ม”นายพูนกล่าวทิ้งท้าย

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 43 ฉบับที่ 3,959 วันที่ 21 - 24 มกราคม พ.ศ. 2567