thansettakij
thansettakij
“มูดี้ส์” ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือธนาคารสหรัฐฯ เตือนความเสี่ยงยังมี

“มูดี้ส์” ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือธนาคารสหรัฐฯ เตือนความเสี่ยงยังมี

09 ส.ค. 66 | 02:03 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ส.ค. 66 | 02:11 น.

มูดี้ส์ ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือธนาคารขนาดเล็ก-ขนาดกลางของสหรัฐฯ และเตรียมพิจารณาดำเนินการดังกล่าวต่อสถาบันการเงินอันดับต้น ๆ อีกกลุ่ม โดยเตือนว่าภาคการธนาคารและการเงินของสหรัฐ อาจต้องเผชิญกับบททดสอบด้านความเสี่ยงการระดมทุนและกำไรที่หดหายในเร็ว ๆ นี้

 

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ธนาคารสหรัฐ ที่ถูก สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ ประกาศ ลดอันดับความน่าเชื่อถือ ลงหนึ่งจุดวานนี้ (8 ส.ค.) มีทั้งหมด 10 แห่ง และมูดี้ส์ยังขึ้นชื่อธนาคารชั้นนำอีก 6 แห่ง ซึ่งรวมถึง Bank of New York Mellon, US Bancorp, State Street และ Truist Financial เพื่อทำการทบทวนว่า ควรมีการปรับลดอันดับด้วยหรือไม่

มูดี้ส์ระบุว่า ผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของธนาคารหลายแห่งในสหรัฐแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อการทำกำไร ซึ่งนั่นจะมีผลลดความสามารถของบริษัททั้งหลายในการระดมทุนเป็นการภายใน และจะเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐมีโอกาสจะประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างอ่อน ๆ ในช่วงต้นปีหน้า (2024) และคุณภาพสินทรัพย์ก็น่าจะถดถอยลง โดยเฉพาะในพอร์ตโฟลิโอหมวดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ของธนาคารบางแห่ง

นอกจากนี้ มูดี้ส์ยังเปลี่ยนมุมมองความน่าเชื่อถือ (outlook) ของธนาคาร 11 แห่ง ซึ่งมีชื่อของ Capital One และ Citizen Financial รวมทั้ง Fifth Third Bancorp รวมอยู่ด้วย โดยเปลี่ยนมุมมองจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” แทนแล้ว

การล่มสลายของธนาคาร Silicon Valley Bank หรือ SVB และ Signature Bank (SB) เมื่อต้นปีนี้ ทำให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจธนาคารสหรัฐขึ้นมา และทำให้ผู้บริโภคพากันแห่ถอนเงินฝากจากธนาคารในระดับภูมิภาคต่าง ๆ มากมาย แม้ทางการที่เกี่ยวข้องจะออกมาตรการฉุกเฉินมากระตุนความเชื่อมั่นแล้วก็ตาม

ภาพรวมของธุรกิจธนาคารสหรัฐที่ดูน่ากังวลนี้ชัดเจนขึ้น ขณะที่ธนาคารกลาง (เฟด) เตรียมเดินหน้านโยบายการเงินแบบตึงตัว หลังเพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบหลายทศวรรษจนชะลอความต้องการเงินกู้และการปล่อยกู้ไปแล้ว

ก่อนหน้านี้ บริษัท ฟิทช์ เพิ่งลดเครดิตความน่าเชื่อถือทางการเงินของสหรัฐจากระดับ AAA เป็น AA+ เพราะคาดการณ์ภาวะการถดถอยทางการคลังในช่วง 3 ปีข้างหน้า