เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ตามคาด พร้อมส่งสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้นในปี 66

14 ธันวาคม 2565

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.50% สู่ระดับ 4.25-4.50%  ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี ในการประชุมวานนี้ (14 ธ.ค.)

 

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปิดการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2565 (13-14 ธ.ค.) ด้วยการมีมติเป็นเอกฉันท์ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.50% สู่ระดับ 4.25-4.50% ซึ่งนับเป็นระดับสูงที่สุดของสหรัฐในรอบ 15 ปี หรือตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2550 หลังเข้าสู่ปี 2565 ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% โดยวัตถุประสงค์ของเฟดมุ่ง ต่อสู้ภาวะเงินเฟ้อ ที่แตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี

 

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว เป็นไปตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 7 ในปี 2565 ทั้งนี้ สามารถ สรุปการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ได้ ดังนี้

  • ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 1 ครั้ง
  • ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% จำนวน 2 ครั้ง
  • และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% จำนวน 4 ครั้ง

ส่งผลให้ เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้นถึง 4.25% ในปี 2565

 

นอกจากนี้ ในเชิงสถิติยังพบว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ย 7 ครั้งของเฟดเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อในปีนี้ มีการขึ้นดอกเบี้ยในอัตราแรง 0.75% ติดต่อกันถึง 4 ครั้ง คือในเดือนมิ.ย., ก.ค., ก.ย. และ พ.ย. จากนั้น จึงชะลอด้วยการขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมครั้งล่าสุดเดือนธ.ค.ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของปีนี้

โดย ไทม์ไลน์ในการขึ้นดอกเบี้ยตลอดทั้งปี 65 ของเฟด เป็นดังนี้

  • วันที่ 25-26 ม.ค.     คงดอกเบี้ยที่ระดับ 0.00-0.25% 
  • วันที่ 15-16 มี.ค.     ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ 0.25-0.50%
  • วันที่ 3-4 พ.ค.        ขึ้นดอกเบี้ย 0.50% สู่ 0.75-1.00%
  • วันที่ 14-15 มิ.ย.     ขึ้นดอกเบี้ย 0.75% สู่ 1.50-1.75%
  • วันที่ 26-27 ก.ค.     ขึ้นดอกเบี้ย 0.75% สู่ 2.25-2.50%
  • วันที่ 20-21 ก.ย.     ขึ้นดอกเบี้ย 0.75% สู่ 3.00-3.25%
  • วันที่ 1-2 พ.ย.        ขึ้นดอกเบี้ย 0.75% สู่ 3.75-4.00%
  • วันที่ 13-14 ธ.ค.     ขึ้นดอกเบี้ย 0.50% สู่ 4.25-4.50%

คาดว่าเฟดจะยังคงปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไปในปีหน้า (2566) เพื่อคุมเงินเฟ้อลงสู่ระดับเป้าหมาย

ยังคงขึ้นดอกเบี้ยในปี 66 ก่อนเริ่มปรับลดในปี 67

ในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดคาดว่า จะยังคง “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป” ในปี 2566 และจะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงปี 2567 โดยคาดว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสู่ระดับ 5.1% ในปีหน้า (2566) ก่อนที่จะสิ้นสุดวัฏจักรการปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยระดับดังกล่าวเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2550

 

สำหรับ คาดการณ์การดำเนินการด้านอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปี 2566-2568 เป็นดังนี้

  • ปี 2566 คาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.75% สู่ 5.00-5.25%
  • ปี 2567  คาดจะมีการลดดอกเบี้ย 1.00% สู่ 4.00-4.25%
  • ปี 2568  คาดเฟดจะลดดอกเบี้ย 1.00% สู่ 3.00-3.25%

 

คำอธิบายคือ หลังจากที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 5.1% ในปี 2566 หรือเทียบเท่ากับช่วงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ย 5.00-5.25% เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อจับตาดูผลกระทบของการคุมเข้มนโยบายการเงินที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

 

นอกจากนี้ เฟดคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจำนวน 1.0% ในปี 2567 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.1% ในช่วงสิ้นปีดังกล่าว จากนั้นเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1.0% ในปี 2568 สู่ระดับ 3.1% ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะปรับตัวสู่ระดับ 2.5%

อาคารธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

กำหนดการประชุมของ FOMC ประจำปี 2566

สำหรับกำหนดการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดประจำปี 2566 มีดังนี้

  • วันที่ 31 ม.ค.-1 ก.พ.
  • วันที่ 21-22 มี.ค.
  • วันที่ 2-3 พ.ค.
  • วันที่ 13-14 มิ.ย.
  • วันที่ 25-26 ก.ค.
  • วันที่ 19-20 ก.ย.
  • วันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.
  • วันที่ 12-13 ธ.ค.

 

คาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ

  • เฟดคาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐ จะมีการขยายตัว 0.5% ในช่วงสิ้นปีนี้ (2565) โดยเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 0.2% แต่ปรับลดคาดการณ์ในปี 2566 สู่ระดับ 0.5% จากเดิมที่ประเมินไว้ระดับ 1.2% และคาดว่าจะขยายตัว 1.6% และ 1.8% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ ขณะที่การขยายตัวในระยะยาวอยู่ที่ระดับ 1.8%

 

  • ขณะเดียวกัน เฟดคาดว่า อัตราว่างงาน จะแตะระดับ 3.7% ในสิ้นปีนี้ ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ระดับ 3.8% และเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.6% ทั้งในปี 2566 และ 2567 ก่อนที่จะชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.5% ในปี 2568 ขณะที่อัตราว่างงานระยะยาวอยู่ที่ 4.0%

 

  • ด้าน อัตราเงินเฟ้อ เฟดคาดว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะแตะระดับ 4.8% ในสิ้นปีนี้ เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ระดับ 4.5% และจะชะลอตัวสู่ระดับ 3.5%, 2.5% และ 2.1% ในปี 2566, 2567 และ 2568 ตามลำดับ