
ดาวโจนส์ปิดตลาดลบ 131 จุด บอนด์ยีลด์ 30 ปีพุ่ง 5.62% กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดัน ดัชนีดาวโจนส์ลบ 131 จุด ปิด 51,349.92 จุด หลังยีลด์พันธบัตรพุ่งแตะระดับสูง ตลาดจับตาเงินเฟ้อ-จ้างงาน ส่องทิศทางดอกเบี้ยเฟด
KEY
POINTS
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดร่วงลง 131.59 จุด โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) อายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับ 5.62% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2545
- นักลงทุนกังวลว่าต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะกระทบต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และกำลังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจเพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยของเฟด
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (29 ก.ย.) โดยตลาดยังคงถูกกดดันจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร
ขณะที่นักลงทุนประเมินการแสดงความเห็นของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) รวมถึงจับตาการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อและตัวเลขจ้างงานของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด
- ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 51,349.92 จุด ลดลง 131.59 จุด หรือ -0.26%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,670.84 จุด ลดลง 12.85 จุด หรือ -0.17%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,797.54 จุด ลดลง 22.84 จุด หรือ -0.09%
ทั้งนี้ บรรยากาศการซื้อขายในตลาดถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับ 5.6206% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2545
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปีพุ่งแตะ 5.293%
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.293% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2550
การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และบั่นทอนความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ตลาดลดช่วงลบ หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรย่อตัวลงจากระดับสูงสุดดังกล่าว ภายหลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงเนื่องจากมีสัญญาณบ่งชี้ว่าการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางเริ่มฟื้นตัว
นักลงทุนประเมินการแสดงความเห็นของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ระบุว่า เฟดยังมีเวลาในการประเมินข้อมูลต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเมื่อใด
วิลเลียมส์ ระบุในงานเสวนาซึ่งจัดขึ้นที่เมืองบัฟฟาโลในรัฐนิวยอร์กว่า หลังจากที่ได้ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย.แล้ว เฟดก็ไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อน และการติดตามข้อมูลต่าง ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจในขั้นตอนถัดไปนั้น จะช่วยให้เฟดเห็นภาพรวมของเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
หลังการแสดงความเห็นของวิลเลียมส์ เครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 51.5% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. ซึ่งลดลงจากระดับเกือบ 70% ในช่วงต้นของการซื้อขาย
แม้วิลเลียมส์แสดงออกถึงความอดทนต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่เจ้าหน้าที่เฟดรายอื่น ๆ ยังคงส่งสัญญาณสนับสนุนการใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงิน โดยไมเคิล บาร์ สมาชิกคณะผู้ว่าการเฟดระบุว่า เฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
ออสแตน กูลสบี ประธานเฟดสาขาชิคาโก ระบุว่า การปล่อยให้เงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมายของเฟดเป็นเวลานานถึง 5 ปีครึ่ง ถือเป็นความเสี่ยงอย่างมาก
หุ้น 7 ใน 11 กลุ่ม S&P500 ปิดลบ
หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลง 0.89% ตามด้วยหุ้นกลุ่มวัสดุลดลง 0.55% ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.14% ตามด้วยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารดีดตัวขึ้น 0.4%
สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Meta ปรับตัวขึ้น 3.3% แม้ว่าบริษัท OpenAI ประกาศเปิดตัวผู้ช่วย AI ที่ชื่อ Dots ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการงานแทนผู้ใช้ตลอด 24 ชั่วโมง และถูกมองว่าเป็นคู่แข่งของ Muse ผู้ช่วย AI ที่ Meta เพิ่งประกาศเปิดตัวไปไม่นาน
หุ้น CarMax บริษัทค้าปลีกรถยนต์มือสอง พุ่งขึ้น 4.7% หลังจากบริษัทรายงานกำไรและรายได้เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2
นักลงทุนจับตาข้อมูลเงินเฟ้อและตัวเลขจ้างงานของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยในวันนี้จะมีการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.7% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 3.7% เช่นกันในเดือนก.ค. และคาดว่าดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.4% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.3% ในเดือนก.ค.
คาดจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่ม 98,000 ตำแหน่ง
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ระบุว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันศุกร์นี้ (2 ต.ค.) จะเพิ่มขึ้น 98,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานเดือนก.ย.จะทรงตัวที่ 4.1%
ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ ผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวลง 6.7 จุด สู่ระดับ 81.9 ในเดือนก.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 89.0 จากระดับ 88.6 ในเดือนส.ค.
สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ลดลง 256,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.079 ล้านตำแหน่งในเดือนส.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7.225 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 7.335 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค.







