
โบรกชี้ต่อ "ไทยช่วยไทยพลัส" 2 เดือน หนุนหุ้นบริโภค ค้าปลีก ท่องเที่ยว
ครม.ต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” พร้อมเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการ รวม 4.27 หมื่นล้านบาท คาดหนุน GDP 0.1–0.2% โบรกชูหุ้นบริโภค ค้าปลีก และท่องเที่ยว รับอานิสงส์ต่างกันตามปัจจัยเฉพาะตัว
KEY
POINTS
- ครม. มีมติเห็นชอบขยายโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ออกไปอีก 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย. 69) เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ
- ใช้งบประมาณรวมกว่า 4.2 หมื่นล้านบาทจากกรอบเงินกู้เดิม โดยรัฐบาลคาดว่าจะช่วยกระตุ้น GDP เพิ่มขึ้น 0.1-0.2%
- นักวิเคราะห์มองว่าเป็นปัจจัยบวกและเป็นแรงหนุนต่อหุ้นกลุ่มที่อิงการบริโภคในประเทศ เช่น กลุ่มค้าปลีก อาหาร และเครื่องดื่ม
คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” อีก 2 เดือน ใช้วงเงินรวม 42,690.65 ล้านบาท จากกรอบเงินกู้เดิมเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน รัฐบาลประเมินช่วยเพิ่ม GDP อีก 0.1–0.2% ขณะที่นักวิเคราะห์มองเป็นแรงหนุนการบริโภคและบรรยากาศลงทุน แต่ผลบวกต่อหุ้นค้าปลีกอาจแตกต่างกันตามกลุ่มลูกค้าและช่องทางใช้จ่าย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ครม.อนุมัติมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติม เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงานที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยใช้วงเงินจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
มาตรการแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 700 บาทต่อคนในเดือนตุลาคม จากเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาท และขยายโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมถึง 30 พฤศจิกายน 2569 โดยรัฐร่วมจ่าย 60% สูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ
กระทรวงการคลังประเมินว่า มาตรการทั้งสองส่วนจะช่วยดูแลประชาชนได้รวมประมาณ 47 ล้านคน พร้อมเพิ่ม GDP อีก 0.1–0.2% การขยายโครงการใช้กรอบวงเงิน 42,690.65 ล้านบาท หรือประมาณ 43,000 ล้านบาท จากวงเงินกู้เดิมที่เหลืออยู่ ไม่ได้ตั้งงบประมาณใหม่หรือกู้เงินเพิ่ม
เลือกหุ้นค้าปลีกมีปัจจัยบวกรายตัว
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การขยายมาตราการไทยช่วยไทยของรัฐบาล ช่วยหนุนบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวมได้ โดยรัฐบาลอนุมัติงบ 4.3 หมื่นล้านบาทเพื่อต่ออายุมาตรการช่วยค่าครองชีพต่อไปอีก 2 เดือน
ซึ่งผู้มีสิทธิได้รับ 1,000 บาทต่อคน สนับสนุนภาพรวมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม แต่เป็นแรงฉุดหุ้นค้าปลีกรากหญ้า ทำให้หุ้นที่น่าสนใจจะเป็นกลุ่มมีปัจจัยบวกรายตัว หรืออิงกำลังซื้อระดับกลาง-บน อาทิ BJC, CRC และ COM7 เป็นต้น
หุ้นที่อิงอุปสงค์ในประเทศโดดเด่น
นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์และกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองว่า ตามที่ รมว.คลัง เผยว่าที่ประชุม ครม. มีมติขยายโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ออกไปอีก 2 เดือน (1 ต.ค.-30 พ.ย. 69) รวมถึงอนุมัติวงเงินเพิ่มสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยทั้ง 2 โครงการ มีกรอบวงเงินรวม 42,690 ล้านบาท
ซึ่งส่วนของโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 จะเพิ่มวงเงินต่อคนเป็น 1 พันบาท และต้องใช้ให้ครบใน 2 เดือน ในส่วนของผลจากช่วงแรกของโครงการช่วยผลักดัน GDP ได้เพียง 0.38% มองเป็นบวกกับภาพเศรษฐกิจไม่มากนัก
แต่มองจะสร้าง Sentiment บวกต่อหุ้นที่อิงอุปสงค์ในประเทศ เช่น กลุ่มอาหาร ค้าปลีก และเครื่องดื่ม สำหรับหุ้นที่อาจได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินหมุนเวียนและโครงการลงทุนภาครัฐ ได้แก่ AMATA, CBG, CK, GUNKUL, ICHI, INSET, SINGER, SCC, STECON, THANI, TNP และ WHA เป็นต้น
Golden Week หนุนหุ้นท่องเที่ยว
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองว่า การเพิ่มวงเงินสวัสดิการและขยายโครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยช่วยเพิ่มกำลังซื้อและคาดว่าจะสนับสนุน GDP ปี 2569 ได้ประมาณ 0.1%
ทั้งนี้ มองว่าปัจจัยดังกล่าวประเด็นนี้สร้าง Sentiment เชิงบวกโดยตรงต่อกลุ่มหุ้นค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม และกลุ่มร้านอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ หุ้นภาคท่องเที่ยวคาดฟื้นเด่นจากกระแส SOFT POWER (NENE ROYAL) และ Golden Week จีน (1–7 ต.ค.) โดยมองหุ้น MINT AOT THAI CPN และ CPALL โดดเด่น







