
“ยศชนัน”ผนึก 15 มหาวิทยาลัยปั้น UHC Consortium ดัน Deep Tech สู่ตลาดทุน
"ยศชนัน"ผนึก 15 มหาวิทยาลัย เปิดตัว UHC Consortium ยกระดับกลไก Holding Company เชื่อมงานวิจัยจากห้องแล็บสู่ตลาดทุน
KEY
POINTS
- "ยศชนัน"ในนามกระทรวง อว. ผนึกกำลัง 15 มหาวิทยาลัยจัดตั้ง UHC Consortium เพื่อยกระดับกลไก University Holding Company และผลักดันงานวิจัย Deep Tech จากห้องปฏิบัติการสู่ตลาดทุน
- ตั้งเป้าหมายภายในปี 2575 ที่จะสร้างบริษัท Deep Tech Spin-off 100 แห่ง ผลักดัน 5 บริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และสร้างยูนิคอร์น 1 บริษัท
- มีการจัดตั้งกองทรัสต์ PE Trust มูลค่าเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนธุรกิจกลุ่ม New Economy ควบคู่ไปกับการรวมทรัพยากรของมหาวิทยาลัยในเครือข่าย
“ยศชนัน”เดินหน้าปฏิรูปกลไกนำงานวิจัยไทยออกจากห้องแล็บสู่ธุรกิจ ผนึก 15 มหาวิทยาลัยและบริษัท University Holding Company ตั้ง UHC Consortium รวมพลังเงินทุน–เทคโนโลยี–บุคลากร–โอกาสทางธุรกิจ ตั้งเป้าปั้น Deep Tech Spin-off 100 บริษัท ดัน 5 บริษัทเข้าสู่ตลาดทุน และสร้าง Unicorn 1 รายภายในปี 2575 พร้อมเปิด PE Trust ทุนตั้งต้น 1,000 ล้านบาท เติมเงิน New Economy
สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จับมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน เปิดตัว University Holding Company Consortium หรือ UHC Consortium กลไกความร่วมมือเพื่อยกระดับการนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
พิธีเปิดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธาน
การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวของการยกระดับกลไก University Holding Company (UHC) จากการดำเนินงานแยกกันในแต่ละมหาวิทยาลัย มาสู่การรวมพลังในระดับเครือข่าย โดยมีสถาบันอุดมศึกษา 15 แห่ง และบริษัทโฮลดิ้งของแต่ละมหาวิทยาลัยเข้าร่วม พร้อมเชื่อมต่อกับหน่วยงานด้านทุน นวัตกรรม ตลาดทุน และภาคเอกชน
เป้าหมายสำคัญของ UHC Consortium คือการเปลี่ยนงานวิจัยที่มีศักยภาพให้สามารถพัฒนาเป็นธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม Deep Tech ซึ่งต้องใช้ทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ โครงสร้างพื้นฐาน และตลาดในการพัฒนา จากงานวิจัยในห้องปฏิบัติการไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริษัทที่สามารถแข่งขันได้
ตั้งเป้า 100 Spin-off 5 บริษัทเข้าตลาด 1 Unicorn
ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว วางเป้าหมายภายในปี 2575 ในการสร้าง บริษัท Deep Tech Spin-off จำนวน 100 บริษัท พร้อมผลักดัน 5 บริษัทให้มีความพร้อมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และมีเป้าหมายสร้าง บริษัทระดับยูนิคอร์น 1 บริษัท
ในการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand New Economy: From Knowledge to National Growth” ศ. ดร.ยศชนัน ระบุว่า องค์ความรู้และงานวิจัยจำนวนมากของประเทศอยู่ในมหาวิทยาลัย โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่คือการนำองค์ความรู้เหล่านั้นออกมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
กระบวนการดังกล่าวจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่การพัฒนาและคัดกรองทรัพย์สินทางปัญญา ก่อนนำไปสู่การอนุญาตให้ใช้สิทธิ หรือพัฒนาเป็นธุรกิจในรูปแบบสตาร์ทอัพและสปินออฟ
แนวคิดของ UHC Consortium จึงเข้ามาเติมช่องว่างระหว่าง “งานวิจัย” กับ “ธุรกิจ” โดยใช้บริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัยเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา การลงทุน และการต่อยอดเทคโนโลยี
จาก“ต่างคนต่างทำ” สู่ Pool Capital–Capabilities–Opportunities
ศ.ดร.ยศชนัน มองว่า การรวมกลุ่มในรูปแบบ Consortium จะช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถทำงานบางอย่างร่วมกันได้ ซึ่งหากดำเนินการเพียงแห่งเดียวอาจมีข้อจำกัดทั้งด้านเงินทุน บุคลากร เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจ
ตัวอย่างหนึ่งคือ การที่หลายมหาวิทยาลัยสามารถร่วมลงทุนในบริษัทเดียวกัน ทำให้เกิดโอกาสในการทดสอบเทคโนโลยีในหลายพื้นที่ หรือทำวิจัยทางคลินิกแบบหลายศูนย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มข้อมูลและลดข้อจำกัดในการพัฒนาเทคโนโลยี
นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันยังเปิดโอกาสให้เครือข่ายสามารถคัดกรองทั้งเทคโนโลยีและบุคลากรที่มีศักยภาพร่วมกัน ลดความเสี่ยงในการตัดสินใจลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนภายนอก
เมื่อเทคโนโลยีของบริษัทสปินออฟถูกนำไปใช้งานจริงในประเทศ ก็จะเกิดผลงานอ้างอิง และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ และการขยายตลาดในระดับโลก
ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า เป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่ที่การนำเทคโนโลยีไทยมาใช้ภายในประเทศเท่านั้น แต่ต้องการให้เทคโนโลยีไทยสามารถดึงดูดเงินทุน และความเชื่อมั่นจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยด้วย
“สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การใช้ของไทยเพื่อช่วยไทยอย่างเดียว แต่ต้องใช้ของไทยเพื่อดึงเงินและความเชื่อมั่นจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วย”
3 กลไกหลักขับเคลื่อน UHC Consortium
ผศ. ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนความร่วมมือ ระบุว่า กลไก UHC ของไทยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 และปัจจุบันมี UHC จำนวน 15 แห่ง
แม้มหาวิทยาลัยไทยจะมีงานวิจัยและเทคโนโลยีจำนวนมากที่มีศักยภาพ แต่การนำผลงานออกมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ยังมีข้อจำกัด ทั้งด้านเงินทุน การบริหารธุรกิจ และความพร้อมของบริษัทสปินออฟ
UHC Consortium จึงออกแบบการทำงานไว้ 3 โปรแกรมหลัก ได้แก่
1. UHC Synergy : Pool Capital
เป็นการรวมพลังด้านเงินทุน โดยเปิดทางให้ UHC ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ สามารถร่วมลงทุนในบริษัทสปินออฟระยะเริ่มต้น ทั้งการลงทุนโดยตรง และการลงทุนผ่านบริษัทโฮลดิ้งของ NIA
กลไกนี้จะทำงานควบคู่กับการสนับสนุนจาก NIA กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ TED Fund และสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ.
เป้าหมายคือ ทำให้บริษัทสปินออฟระยะแรกสามารถเข้าถึงเงินทุนได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของธุรกิจ Deep Tech ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีระยะเวลาพัฒนาเทคโนโลยียาวกว่าสตาร์ทอัพทั่วไป
2. UHC Venture Builder : Pool Capabilities
เป็นการรวมพลังด้านขีดความสามารถ โดยนำทีมงาน เทคโนโลยี โมเดลธุรกิจ และแผนการเข้าสู่ตลาดของแต่ละมหาวิทยาลัยมาทำงานร่วมกัน
พร้อมเชื่อมโยงกับกลไกสนับสนุนของ NIA, TED Fund และ InnoSpace (Thailand) เพื่อช่วยยกระดับบริษัทสปินออฟจากระดับเทคโนโลยีไปสู่ความพร้อมทางธุรกิจ
3. UHC Innovation Catalyst : Pool Opportunities
เป็นการรวมพลังด้านโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงบริษัทสปินออฟกับตลาด การขยายขนาดธุรกิจ ตลาดทุน และเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก
กลไกนี้จะเชื่อมต่อกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนกลุ่มนักลงทุน Venture Capital (VC) และ Corporate Venture Capital (CVC)
15 มหาวิทยาลัยรวมทรัพยากรวิจัยเป็น“สินทรัพย์ร่วม”
UHC Consortium ประกอบด้วยสถาบันอุดมศึกษา 15 แห่ง ได้แก่
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มหาวิทยาลัยทักษิณ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยแม่โจ้
มหาวิทยาลัยมหิดล
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
มหาวิทยาลัยศิลปากร
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
สถาบันวิทยสิริเมธี
หัวใจของการรวมกลุ่มคือ การนำจุดแข็งของแต่ละมหาวิทยาลัยมาสร้างเป็นทรัพยากรร่วมของเครือข่าย ทั้งงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา บุคลากรและความเชี่ยวชาญ ห้องปฏิบัติการ โครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนเครือข่ายภาคอุตสาหกรรม
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เปลี่ยนจากการมี “ทรัพยากรที่กระจายอยู่ในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง” มาเป็นการสร้างกลไกที่ทำให้ทรัพยากรเหล่านั้นสามารถเชื่อมต่อและนำมาใช้ร่วมกันเพื่อสร้างธุรกิจได้มากขึ้น
ต่อฐาน UHC สู่โครงสร้างลงทุนที่ชัดเจน
การจัดตั้ง UHC Consortium เป็นการต่อยอดจากกลไกนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุนของมหาวิทยาลัย หรือ University Holding Company ที่ สอวช. ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในกลไกที่เข้ามาสนับสนุนคือ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการซึ่งนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ พ.ศ. 2566 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อคลี่คลายข้อจำกัดและสร้างความชัดเจนด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการร่วมลงทุน
จากเดิมที่แต่ละมหาวิทยาลัยมี UHC ทำหน้าที่บริหารจัดการและต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง จึงพัฒนาไปสู่การเชื่อมโยง UHC เหล่านี้เป็นเครือข่าย เพื่อเพิ่มขนาดของเงินทุน ขีดความสามารถ และโอกาสในการเข้าสู่ตลาด
เปิด PE Trust 1,000 ล้าน เติมทุน New Economy
อีกหนึ่งกลไกที่เปิดตัวในงานเดียวกัน คือ การจัดตั้ง กองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust: PE Trust) โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) NIA และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน
กองทรัสต์ดังกล่าวมีมูลค่าเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจในกลุ่ม New Economy ครอบคลุมเทคโนโลยีเชิงลึก ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพ รวมถึงเทคโนโลยีการเกษตรและอาหารแห่งอนาคต
การมี PE Trust เข้ามาเสริมจึงเป็นอีกชิ้นส่วนของระบบนิเวศ ตั้งแต่เงินทุนระยะเริ่มต้นสำหรับบริษัทสปินออฟ ไปจนถึงเงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจในระยะที่บริษัทมีศักยภาพเติบโตและต้องการเงินลงทุนขนาดใหญ่ขึ้น






