
เทียบผลตอบแทน 'ออมพลัส-หุ้นกู้เอกชน' ลงทุนแบบไหนถึงตอบโจทย์
พันธบัตรออมทรัพย์ "ออมพลัส" และหุ้นกู้เอกชน เปิดทางเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่างกัน หุ้นกู้ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า แต่ต้องแลกกับความเสี่ยงด้านเครดิต ขณะที่ออมพลัสโดดเด่นด้านความมั่นคงและเข้าถึงผู้ลงทุนรายย่อย
KEY
POINTS
- พันธบัตร "ออมพลัส" มีความเสี่ยงต่ำสุดเพราะรัฐบาลค้ำประกัน แต่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่า (1.80%-2.80% ต่อปี) ขณะที่หุ้นกู้เอกชนให้ผลตอบแทนสูงกว่าแต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงด้านเครดิตของบริษัทผู้ออก
- "ออมพลัส" เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่เน้นความปลอดภัยของเงินต้นและมีเงินลงทุนไม่สูง โดยเริ่มต้นเพียง 100 บาท ส่วนหุ้นกู้เอกชนมักกำหนดวงเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 100,000 บาท
- ผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนจะแตกต่างกันไปตามอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) โดยบริษัทที่มีเครดิตสูง (เช่น AAA) จะให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าบริษัทที่มีเครดิตต่ำกว่า (เช่น A- หรือกลุ่ม High Yield) เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
การเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ "ออมพลัส" ของกระทรวงการคลัง กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินในช่วงดอกเบี้ยขาลง โดยจุดเด่นอยู่ที่การเริ่มลงทุนได้ด้วยเงินเพียง 100 บาท และรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวน อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของผลตอบแทนแล้ว ตลาดยังมีอีกทางเลือกอย่าง หุ้นกู้เอกชน ที่เสนออัตราดอกเบี้ยสูงกว่า แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุว่า พันธบัตรออมทรัพย์ "ออมพลัส" เปิดจำหน่ายด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.80% ต่อปี สำหรับรุ่นอายุ 3 ปี และ 2.80% ต่อปี สำหรับรุ่นอายุ 10 ปี ซึ่งถือว่าสูงกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรองที่มีอายุใกล้เคียงกัน โดยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 ปีให้ผลตอบแทนประมาณ 1.27% และอายุ 10 ปีอยู่ที่ 2.04% สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการจูงใจให้ประชาชนหันมาออมผ่านพันธบัตรมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากนำไปเปรียบเทียบกับหุ้นกู้ภาคเอกชน จะพบว่าผลตอบแทนยังอยู่ในระดับต่ำกว่า เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว หุ้นกู้เอกชนจะต้องเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิต หรือที่เรียกว่า Credit Spread ซึ่งปัจจุบันหุ้นกู้ระดับ Investment Grade ส่วนใหญ่ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ในช่วง 3-6% ต่อปี
เช็คให้ชัวร์ หุ้นกู้แต่ละบริษัท ดอกเบี้ยต่างกันตามเครดิต
เมื่อพิจารณาหุ้นกู้ที่เสนอขายในช่วงเวลาใกล้เคียงกันจากข้อมูลการเสนอขายหุ้นกู้จากหนังสือชี้ชวนที่ยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. จะเห็นความแตกต่างของผลตอบแทนที่สะท้อนระดับความน่าเชื่อถือของแต่ละบริษัท พบว่า บริษัทเอกชนหลายแห่งในระดับลงทุน (Investment Grade) เสนอผลตอบแทนเฉลี่ย 2-4% ต่อปี หรือสูงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับอันดับเครดิตและอายุหุ้นกู้
กลุ่มที่มีอันดับเครดิตสูงที่สุดอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ซึ่งได้รับอันดับเครดิต AAA(tha) เสนอขายหุ้นกู้รุ่น Young Saver อายุ 3 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ย 2.10-2.35% ต่อปี และรุ่นอายุ 7 ปี ที่ 2.50-2.75% ต่อปี
ด้าน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ซึ่งได้รับอันดับเครดิต A+ เตรียมเสนอขายหุ้นกู้อายุ 3-10 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วง 2.15-3.45% ต่อปี
ขณะที่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL อันดับเครดิต AA- เสนอขายหุ้นกู้อายุประมาณ 5 ปี 10 เดือน ด้วยอัตราดอกเบี้ย 2.53% ต่อปี
ส่วน บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD ซึ่งได้รับอันดับเครดิต A-(tha) เสนอขายหุ้นกู้หลายรุ่น ได้แก่ อายุ 3 ปี ดอกเบี้ย 2.85%, อายุ 5 ปี 3.15% และอายุ 7 ปี 3.65% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของออมพลัสรุ่น 3 ปีอยู่ราว 1.05 จุดเปอร์เซ็นต์
ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่รับความเสี่ยงเพิ่ม
นอกจากหุ้นกู้ของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอันดับเครดิตระดับ A หรือ AAA แล้ว ตลาดยังมีหุ้นกู้ในกลุ่มเครดิต BBB ซึ่งแม้ยังจัดอยู่ในระดับลงทุนแต่ถือเป็นระดับท้ายของกลุ่มนี้ และมักเสนอผลตอบแทนเฉลี่ยราว 4.5% ต่อปี เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น
โดยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ออกหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูง (High Yield) ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเผชิญแรงกดดันจากการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยที่ล่าช้า แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในการขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้ยังอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กบางราย
หากขยับลงมาต่ำกว่า BBB- จะเข้าสู่กลุ่มหุ้นกู้เก็งกำไร (High Yield หรือ Non-Investment Grade) ซึ่งครอบคลุมหุ้นกู้ระดับ BB, B และ CCC โดยผู้ออกส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีฐานทุนไม่แข็งแกร่งเท่าบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ จึงต้องเสนอผลตอบแทนในระดับ ประมาณ 5-7% ต่อปี หรือสูงกว่านั้นในบางกรณี เพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงขึ้นอยู่กับอันดับเครดิตและสถานะทางการเงินของแต่ละบริษัท
ความแตกต่างสำคัญระหว่างออมพลัสกับหุ้นกู้เอกชนจึงอยู่ที่ระดับความเสี่ยง โดยพันธบัตรออมทรัพย์ถือเป็นตราสารหนี้ที่รัฐบาลเป็นผู้ออก จึงได้รับการยอมรับว่าเป็น สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด (Risk-free Asset) เนื่องจากรัฐบาลค้ำประกันทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยครบถ้วน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการรักษาเงินต้นและรับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ
ในทางกลับกัน หุ้นกู้เอกชนยังมีความเสี่ยงด้านเครดิตของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ แม้ว่าจะได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัทจัดอันดับเครดิตก็ตาม โดยทั่วไป หุ้นกู้ระดับ AAA มีความเสี่ยงต่ำที่สุดแต่ผลตอบแทนไม่สูงมาก ขณะที่หุ้นกู้กลุ่ม High Yield หรือที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่า BBB- จะให้ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่ผู้ลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ที่มากขึ้น
ประเด็นดังกล่าวยิ่งถูกจับตาในปี 2569 หลัง สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.5% ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและทำให้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้หรือการขอเลื่อนชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น โดยในปี 2568 มีบริษัทผิดนัดชำระหุ้นกู้ 8 ราย และจำนวนบริษัทที่ขอเลื่อนชำระหนี้เพิ่มขึ้นกว่า 57%จากปีก่อนหน้า
การลงทุนต่างกัน ออมพลัสเริ่มต้น 100 บาท หุ้นกู้ส่วนใหญ่หลักแสน
นอกจากเรื่องผลตอบแทนแล้ว ทั้งสองผลิตภัณฑ์ยังมีความแตกต่างด้านการเข้าถึงผู้ลงทุน โดยกระทรวงการคลังออกแบบ "ออมพลัส" เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น โดยสามารถจองซื้อผ่าน วอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง ด้วยวงเงินเริ่มต้นเพียง 100 บาท หรือซื้อผ่านระบบ Bond Connect ที่เริ่มต้น 1,000 บาท
ขณะที่หุ้นกู้เอกชนส่วนใหญ่ยังคงกำหนดวงเงินลงทุนขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท ทำให้เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีเงินลงทุนก้อนใหญ่หรือมีประสบการณ์ในการลงทุนมากกว่า
ด้านสภาพคล่อง ทั้งพันธบัตรออมทรัพย์และหุ้นกู้สามารถซื้อขายในตลาดรองก่อนครบกำหนดอายุได้ แต่พันธบัตรออมพลัสมีช่องทางซื้อขายผ่านแอปพลิเคชัน Streaming และไม่มีค่าธรรมเนียมการจองซื้อผ่านระบบ Bond Connect ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับนักลงทุนรายย่อยมากขึ้น
โดยภาพรวม ทั้งพันธบัตรออมทรัพย์ "ออมพลัส" และหุ้นกู้เอกชนต่างมีจุดเด่นแตกต่างกัน ออมพลัสเหมาะกับผู้ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของเงินต้นและต้องการเริ่มออมด้วยเงินลงทุนไม่สูง ขณะที่หุ้นกู้เอกชนเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ต้องศึกษาฐานะการเงินของบริษัท อันดับเครดิต และความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะท้ายที่สุดแล้ว "ผลตอบแทน" และ "ความเสี่ยง" ยังคงเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกันที่ต้องพิจารณาควบคู่กันเสมอ






