
หุ้นไทยยังมีหวัง กูรูชี้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า แม้ตลาดโลกผันผวน
โบรกเตือนตลาดหุ้นโลกเริ่มเข้าสู่ “โหมดพักฐาน” หลังสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยืดเยื้อ ดันราคาน้ำมันพุ่ง กดเงินเฟ้อและบอนด์ยีลด์ขาขึ้น เสี่ยงกระทบ Valuation หุ้นทั่วโลก ขณะที่หุ้นไทยยังได้แรงหนุน เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นโลกมีความผันผวนสูงจากความกังวลเรื่องสงคราม ราคาน้ำมัน และภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งอาจกดดันให้ธนาคารกลางต่างๆ ขึ้นอัตราดอกเบี้ย
- แม้ตลาดโลกจะผันผวน แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงน่าสนใจและมีกระแสเงินทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง
- นักวิเคราะห์แนะนำกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นกลุ่มที่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคาร และกลุ่มประกันภัย
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มเข้าสู่โหมดพักฐาน หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปร่วงลงราว -1.1% ถึง -2.1%
โดยมีปัจจัยกดดันหลักมาจากการกลับมาโฟกัสผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 แม้กระแสข่าวสงครามจะเริ่มลดลง แต่การเจรจายังไม่ได้ข้อสรุป ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ยังคงยืนอยู่ในระดับสูง (ปรับตัวขึ้นราว 79.6% นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน) จากความกังวลด้านอุปทานและปัญหาการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ ผลพวงจากราคาน้ำมันแพงได้ทำให้เงินเฟ้อในหลายประเทศช่วงเดือน เม.ย. ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสหรัฐฯ พุ่งขึ้นเป็น +3.8% จากปีก่อน และไทย +2.9% จากปีก่อน สถานการณ์นี้สร้างความกังวลว่าธนาคารกลางทั่วโลกอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงปลายปี 2569 หรือต้นปี 2570 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) สหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้น 24 bps. มาอยู่ที่ 4.63% สูงสุดในรอบ 1 ปี ซึ่งการที่บอนด์ยีลด์สูงขึ้นนี้ได้กดดันให้ส่วนต่างผลตอบแทนตลาดหุ้น (MEYG) แคบลงจนเสี่ยงติดลบ และอาจทำให้ตลาดหุ้นเผชิญการปรับฐานจาก Valuation ที่ตึงตัว
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ การรายงานผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีจีน (เช่น BAIDU, MEITUAN) รวมถึงความเคลื่อนไหวของ BERKSHIRE HATHAWAY ภายใต้การนำของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ล่าสุดได้ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ในไตรมาส 1/2569 โดยลดขนาดพอร์ตลงทุนลง แต่หันมาทุ่มซื้อหุ้น ALPHABET เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง +224% พร้อมเข้าซื้อหุ้นใหม่คือ DELTA AIR LINES และ MACY'S
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ตลาดจับตาการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยประจำไตรมาส 1/2569 ซึ่งคาดว่าจะเติบโตที่ 2.4% จากปีก่อน และ 0.3% จากไตรมาสก่อน อย่างไรก็ดี ทิศทางในไตรมาส 2/2569 มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.2% จากปีก่อน ภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 สถาบันการเงินและหน่วยงานเศรษฐกิจประเมินค่าเฉลี่ยการเติบโตไว้ที่ 1.6% (โดย ธปท. มองต่ำสุดที่ 1.5%)
ทำให้ไทยต้องฝากความหวังไว้กับมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ โดยเฉพาะการนำเสนอโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภค รวมถึงความคาดหวังต่อการผลักดัน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งหากสามารถบังคับใช้ได้จริง จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยดัน GDP ไทยปีนี้ให้ขึ้นไปแตะระดับ 2.1% ได้
อย่างไรก็ตาม ในสภาวะที่ตลาดหุ้นโลกผันผวน ตลาดหุ้นไทยยังถือว่า "เนื้อหอม" โดยมีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ทยอยซื้อสะสมเพิ่มขึ้น ฝ่ายวิจัยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนให้รับมือกับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ (INFLATION FEAR) โดยเน้นจัดพอร์ตใน "กลุ่มหุ้นที่มีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ" ได้แก่
- กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี โรงกลั่น และสินค้าโภคภัณฑ์ : PTT, PTTEP, CPF, NER และ STA (ได้อานิสงส์จากเงินเฟ้อขยายตัว)
- กลุ่มธนาคารพาณิชย์และประกันภัย : BBL, KTB, KBANK, BLA และ TLI (ได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้น)
- โดยให้หุ้น BLA, BBL และ BDMS เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน





