
โรงกลั่น SPRC รับอนิสงส์วิกฤตตะวันออกกลาง กำไรสุทธิแตะ 7.3 พันล้าน
SPRC กำไรไตรมาสแรกพุ่ง 7.3 พันล้าน รับอานิสงส์ราคาน้ำมันโลกขาขึ้น เร่ง เดินหน้าบริหารสภาพคล่อง รับมือความผันผวนตลาดพลังงานโลก
KEY
POINTS
- SPRC รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 7.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
- กำไรส่วนใหญ่มาจากกำไรสต็อกน้ำมันมูลค่า 5.6 พันล้านบาท ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
- หากไม่รวมกำไรจากสต็อกน้ำมัน ผลการดำเนินงานปกติของบริษัทลดลง เนื่องจากอัตราการกลั่นน้ำมันดิบลดลงเหลือ 63.2% จากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผน
นายเฮอร์เบิร์ต แมทธิว เพนน์ ที่ 2 ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC เปิดเผยผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 ว่า มีรายได้รวม 1,626.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 51,986.6 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 228.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,367.4 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่แล้ว กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยส่วนใหญ่เป็นผลกำไรจากสต็อกน้ำมัน (สุทธิภาษี) จำนวน 177.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,639.5 ล้านบาท จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
ซึ่งหากไม่รวมกำไรจากสต็อกน้ำมัน บริษัทฯ มีกำไรสุทธิหลังปรับปรุงอยู่ที่ 51.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,727.9 ล้านบาท สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นผลมาจากอัตราการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นที่ลดลงจากการซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผน (Turnaround & Inspection - T&I) รวมถึงมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในไตรมาสดังกล่าว
สำหรับอัตราการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นในไตรมาสที่ 1/2569 คิดเป็น 63.2% เทียบกับ 92.6% ในไตรมาสที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนงาน ซึ่งสำเร็จลุล่วงตามแผนที่วางไว้ โดยการซ่อมบำรุงดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงกลั่น พร้อมเสริมสร้างเสถียรภาพและความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนสูง ซึ่งกระทบต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 อย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทฯ ได้รับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันอันเป็นผลจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม บริษัทฯ อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากการขาดทุนสต็อกน้ำมัน นอกจากนี้ ค่าส่วนต่างราคาน้ำมันดิบและค่าขนส่งทางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของน้ำมันในตลาดโลก ตลอดจนผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อีกด้วย
อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสภาวะของตลาดอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการบริหารสต็อก กระแสเงินสดและสภาพคล่อง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นของการดำเนินงาน และการสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรกำไรเพื่อการจัดซื้อน้ำมันดิบ การเสริมประสิทธิผลในการดำเนินงาน การยกระดับโรงกลั่นและคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อเสถียรภาพของผลการดำเนินงานในระยะยาว







