thansettakij
thansettakij
กูรูชี้ทองคำผันผวน จับตาสหรัฐฯ-อิหร่าน CPI เฟด แนะสะสม 70,000-71,000 บาท

กูรูชี้ทองคำผันผวน จับตาสหรัฐฯ-อิหร่าน CPI เฟด แนะสะสม 70,000-71,000 บาท

ราคาทองคำโลกแกว่งตัวแรง หลังตลาดกังวลสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านดันน้ำมันพุ่ง กดดันเฟดคงดอกเบี้ยสูง โบรกแนะกลยุทธ์ “รอซื้อเมื่ออ่อนตัว” โดยมองแนวรับทองไทย 70,000-71,000 บาท และขายทำกำไรแถว 73,000 บาทขึ้นไป

KEY

POINTS

  • ราคาทองคำคาดว่าจะมีความผันผวนสูง โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน, ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
  • ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และตัวเลขเงินเฟ้อที่คาดว่าจะสูงขึ้น อาจกดดันให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น ซึ่งส่งผลลบต่อราคาทองคำในระยะสั้น
  • นักวิเคราะห์แนะกลยุทธ์ "ทยอยซื้อสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว" โดยให้รอจังหวะเข้าซื้อในโซนแนวรับสำคัญที่ราคาประมาณ 70,000-71,000 บาท

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ประเมินภาพรวมราคาทองคำเตรียมรับมือการเข้าสู่สัปดาห์แห่งความผันผวน โดยตลาดทั่วโลกต่างจับตา 3 ปัจจัยสำคัญ ที่มีผลต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ, อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) และราคาพลังงาน รวมถึงจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาทองคำในระยะถัดไป ประกอบด้วย

สัญญาณดีลสหรัฐฯ–อิหร่าน

ความตึงเครียดในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน พร้อมเตือนว่าข้อตกลงหยุดยิงอยู่ในภาวะวิกฤต และอาจพิจารณามาตรการทางทหารเพิ่มเติม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นเหนือ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานเริ่มกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้เฟดจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่ตลาดคาดไว้ และมีแนวโน้มเข้ามาจำกัดอัพไซด์ของราคาทองคำในระยะสั้น ทำให้ตลาดทองคำอาจเข้าสู่ภาวะผันผวนและแกว่งตัวในกรอบมากขึ้น

เงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ กดดัน

ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนเมษายน โดยตลาดคาดว่า Headline CPI เมื่อเทียบรายปี จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.7% สูงกว่าครั้งก่อนที่ 3.3% สะท้อนแรงกดดันจากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง หากตัวเลขออกมาตามคาดหรือสูงกว่านั้น ทำให้จะเพิ่มแรงกัดดันให้เฟดอาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงยาวนานขึ้น ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าและ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อทองคำในระยะสั้น

การประชุมสุดยอด 2 ขั้วมหาอำนาจ

การพบกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างวันที่ 13–15 พ.ค. 69 ณ กรุงปักกิ่ง ตลาดจับตาท่าทีของทั้งสองฝ่ายต่อประเด็นสงครามอิหร่าน ,สงครามการค้า,มาตรการภาษี, เทคโนโลยี และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ

โดยตลาดให้น้ำหนักการประชุมจะออกมาในโทนการเจรจาเชิงประนีประนอมมากขึ้น เพื่อลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพการค้าโลก ซึ่งหากผลการประชุมส่งสัญญาณเชิงบวก ทำให้ความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลดลงในระยะสั้น

กางกลยุทธ์การลงทุนทอง

ทั้งนี้ มองว่าราคาทองคำกำลังพยายามรักษาฐานเหนือระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยังสามารถยืนเหนือโซนดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง มีโอกาสเห็นแรงรีบาวด์ขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ 4,825 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามลำดับ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 73,000–73,500 บาท

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ อาจรอจังหวะย่อแล้วซื้อ ตราบใดที่ราคายังไม่หลุด 4,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 71,000 บาท

และหากราคาหลุดแนวรับสำคัญที่ 4,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ควรชะลอการเข้าซื้อระยะสั้นออกไปก่อน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่แรงขายจะเร่งตัวและกดราคาลงไปทดสอบโซนถัดไปบริเวณ 4,575 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 70,000 บาท

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ แนะนำ “รอแบ่งไม้เข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวใกล้แนวรับสำคัญ” โดยเน้นรอจังหวะสะสมบริเวณ 4,650 / 4,575 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มากกว่าการไล่ราคาบริเวณแนวต้าน พร้อมติดตามปัจจัยข่าวสำคัญทั้ง 3 ประเด็นตลอดสัปดาห์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับความผันผวนของตลาดที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่อง