thansettakij
thansettakij
"ปิยะชาติ อิศรภักดี" เปิดสูตรเศรษฐกิจใหม่ ‘Sustainomy’ เร่งไทยโตอย่างยั่งยืน

"ปิยะชาติ อิศรภักดี" เปิดสูตรเศรษฐกิจใหม่ ‘Sustainomy’ เร่งไทยโตอย่างยั่งยืน

06 มี.ค. 2569 | 06:39 น.
อัปเดตล่าสุด :06 มี.ค. 2569 | 06:39 น.

BRANDi ผนึกไทยเบฟและพันธมิตรข้ามภาคส่วน เปิดเวที FUTUREADY 2026 เสนอกรอบเศรษฐกิจใหม่ “Sustainomy” ที่ออกแบบให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินคู่ความยั่งยืน พร้อมผลักดัน SMEs เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยระยะยาว

KEY

POINTS

  • คุณปิยะชาติ อิศรภักดี นำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจใหม่ ‘Sustainomy’ ที่มุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ
  • หัวใจหลักของแนวคิดคือการปฏิรูประบบจากภายใน โดยเน้นสร้างความแข็งแกร่งให้ ‘เศรษฐกิจตรงกลาง’ (Economy of the Middle) ซึ่งได้แก่กลุ่ม SMEs และชนชั้นกลาง
  • เรียกร้องให้ผู้นำเกิดการเปลี่ยนกรอบความคิด (Logic Shift) ให้มองการณ์ไกลและมีแรงจูงใจในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้ประเทศ มากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น

BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) ร่วมกับ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังพันธมิตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ จัดงาน FUTUREADY 2026

ภายใต้ธีม “SUSTAINOMY: Economic Growth + Sustainable Future” ณ BRANDi and Companies HopeQuarter ถนนประดิษฐ์มนูธรรม เพื่อผลักดันกรอบเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย ที่บูรณาการการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ

นายปิยะชาติ (อาร์ม) อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด และผู้ก่อตั้ง BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) นำเสนอกรอบแนวคิด New Economy ที่ชี้ว่า “economic growth” และ “sustainable future” ไม่ใช่เป้าหมายที่ต้องแลกกัน หากแต่ต้องได้รับการออกแบบให้เดินหน้าไปพร้อมกันผ่านยุทธศาสตร์เชิงโครงสร้าง

เมื่อโลก “ป่วยระยะที่ 4”

นายปิยะชาติ เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามต่อ “สุขภาวะของโลก” ที่ชี้ให้เห็นว่าโลกในปัจจุบันเปรียบเสมือนผู้ป่วยระยะที่ 4 ที่มีอาการซับซ้อนจากหลายปัจจัย ทั้งผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Change Effects) ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สงครามหลายมิติ และโลกที่เปราะบาง

“ไม่ว่าจะปวดตรงไหนก็กินพาราเซตามอล” คือ อุปมาอุปไมยที่ใช้สะท้อนแนวทางแก้ปัญหาแบบเดิม ซึ่งอาจเพียงบรรเทาอาการ แต่ไม่รักษาระบบที่ต้นเหตุ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ‘จะฟื้นตัวอย่างไร’ แต่คือ ‘จะออกแบบระบบใหม่อย่างไร’ เพื่อให้ยืนหยัดได้อย่างแข็งแรงในศตวรรษที่ 21

แนวคิด Sustainomy จึงเกิดขึ้นในฐานะกรอบเศรษฐกิจใหม่ ที่มองโลกแบบองค์รวม (Holistic) เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แยกส่วนออกจากกัน

"ปิยะชาติ อิศรภักดี" เปิดสูตรเศรษฐกิจใหม่ ‘Sustainomy’ เร่งไทยโตอย่างยั่งยืน

ปฏิรูประบบจากภายใน

“นิยามทุนใหม่” (Defining Capital) ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงตัวเงิน แต่ครอบคลุมการสร้างคุณค่าในห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ทั้งระบบ พร้อมแนวคิด “Distributing Capital” หรือการกระจายทุนอย่างมีโครงสร้าง

จุดเน้นสำคัญคือ การเสริมความแข็งแกร่งให้ “Economy of the Middle” หรือเศรษฐกิจตรงกลาง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างฐานรากและภาคธุรกิจขนาดใหญ่

ยกตัวอย่าง เช่น ภาคธุรกิจของเยอรมนีที่กว่า 99% เป็น SMEs หรือที่รู้จักในชื่อ Mittelstand ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ในมุมมองนี้ SMEs ไม่ใช่เพียงผู้เล่นรายเล็ก แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของการเติบโต

หากเศรษฐกิจตรงกลางแข็งแรง จะสามารถขับเคลื่อนการบริโภค การจ้างงาน และยกระดับฐานรากไปพร้อมกัน ทำให้ทุกฝ่ายในสมการ Win ไปด้วยกัน โดยไม่ต้องเลือกระหว่างการเติบโตหรือการรักษาสิ่งแวดล้อม

"ปิยะชาติ อิศรภักดี" เปิดสูตรเศรษฐกิจใหม่ ‘Sustainomy’ เร่งไทยโตอย่างยั่งยืน

Logic Shift และบทบาทผู้นำ

นอกจากนี้ นายปิยะชาติ ยังได้มีการกล่าวถึงเรื่องของแนวคิด “Logic Shift” หรือการเปลี่ยนกรอบความคิดเชิงระบบ ที่ไม่ใช่เพียงการปรับกลยุทธ์หรือเครื่องมือ แต่คือการทบทวนเหตุผลและแรงจูงใจเบื้องหลังการตัดสินใจ พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า อะไรคือแรงจูงใจ (Incentive) ที่จะทำให้ผู้นำยอมเปลี่ยนวิธีคิดอย่างแท้จริง

อีกทั้งยังได้เน้นย้ำว่า ผู้นำในศตวรรษที่ 21 ต้องมี “แรงจูงใจภายใน” (Inner Incentive) ที่ลึกกว่าตำแหน่งหรือผลประกอบการระยะสั้น แต่คือความมุ่งมั่นที่จะสร้าง “Legacy” ให้ประเทศ กล้ามองไกล (Longer Horizon) และตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่าน
หนึ่งในสารสำคัญที่ย้ำชัดคือ “2030 อาจสายเกินไป หากเราไม่เริ่มลงมือวันนี้”

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ จำเป็นต้องสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมระยะสั้น (Quick Big Wins) ควบคู่กับการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว และระดมศักยภาพ (Ability to Mobilize Capacity) จากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอย่างจริงจัง ทันเวลา และยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การจัดงาน FUTUREADY 2026 ในครั้งนี้ สะท้อนพลังความร่วมมือข้ามภาคส่วน ผ่านผู้แทนระดับแนวหน้าที่ครอบคลุมตั้งแต่ผู้แทนองค์การสหประชาชาติ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารกลาง หน่วยงานกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ผู้กำกับดูแลตลาดทุน ภาคพลังงาน ภาคการลงทุน ไปจนถึงผู้นำภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ความเสี่ยง การเติบโตแบบใหม่ และโอกาสเชิงกลยุทธ์ของประเทศไทยในบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ