thansettakij
thansettakij
ก.ล.ต. เปิดทาง Bond Token–Crypto ETF เชื่อมตลาดทุนไทยกับเศรษฐกิจดิจิทัล

ก.ล.ต. เปิดทาง Bond Token–Crypto ETF เชื่อมตลาดทุนไทยกับเศรษฐกิจดิจิทัล

01 มี.ค. 2569 | 07:45 น.
อัปเดตล่าสุด :01 มี.ค. 2569 | 07:46 น.

ก.ล.ต. เดินหน้ายุทธศาสตร์ปี 2569 วางโครงสร้างตลาดทุนไทยเชื่อมเศรษฐกิจดิจิทัล ดัน Tokenization, Bond Token, Crypto ETF และทดลองใช้ DLT–Atomic Swap ผ่าน Sandbox ร่วม ธปท. ยกระดับคริปโทฯ เป็น Asset Class ภายใต้กรอบคุ้มครองผู้ลงทุนและเสถียรภาพตลาดทุน

KEY

POINTS

  • ก.ล.ต. ปรับบทบาทเป็นผู้ออกแบบโครงสร้างตลาดทุนเพื่อเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้
  • มีการทดสอบการออกหุ้นกู้ในรูปแบบโทเคน (Bond Token) ผ่าน Regulatory Sandbox เพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่นักลงทุนคุ้นเคยมาอยู่บนโครงสร้างดิจิทัล
  • กำลังพิจารณาออกหลักเกณฑ์สำหรับ Crypto ETF เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านตลาดทุนที่มีการกำกับดูแล

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ขยับจากพื้นที่ของนวัตกรรมเฉพาะกลุ่ม เข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินในหลายประเทศทั่วโลก ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงพัฒนาการทางเทคโนโลยี แต่ยังเชื่อมโยงกับพฤติกรรมของผู้ลงทุน โครงสร้างตลาด และรูปแบบการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อบทบาทของสินทรัพย์ดิจิทัลขยายตัว ตลาดทุนซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นกลไกหลักด้านการระดมทุนและการลงทุนในสินทรัพย์แบบดั้งเดิม จึงเริ่มต้องปรับตัวเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ที่มีโครงสร้าง กลไก และลักษณะความเสี่ยงแตกต่างจากระบบเดิมอย่างชัดเจน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เปิดมุมมองต่อประเด็นดังกล่าวว่า ในบริบทที่ตลาดกำลังเปลี่ยน บทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลจึงไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการควบคุมหรือบังคับใช้กฎหมาย หากแต่ต้องขยับไปสู่การออกแบบกรอบนโยบายและโครงสร้างตลาด เพื่อให้ตลาดทุนสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินได้อย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ ทิศทางดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนในแผนยุทธศาสตร์ของ ก.ล.ต. ในปี 2569 ซึ่งมีแผนงานหลัก 3 ด้าน โดยไม่ได้มองเพียงบทบาทของผู้กำกับดูแล แต่ชี้ให้เห็นบทบาทของ ก.ล.ต. ในฐานะผู้ออกแบบโครงสร้างตลาดทุนไทยให้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

หนึ่งในแกนสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ คือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้แก้ข้อจำกัดของระบบการเงินเดิม โดยเฉพาะ Distributed Ledger Technology (DLT) และ Tokenization ที่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างตลาดทุน ตั้งแต่การลดความเสี่ยงด้านการชำระราคา ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้ธุรกรรมสามารถดำเนินได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น

ภาพดังกล่าวเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมผ่านความร่วมมือระหว่างโครงการ Digital Asset Regulatory Sandbox ของ ก.ล.ต. และโครงการ Programmable Payment Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย

เพื่อทดสอบการใช้ Programmable Payment หรือแนวคิด Thai Baht Stablecoin สำหรับการทำธุรกรรมแบบ Atomic Swap ที่ช่วยให้การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์และเงินเกิดขึ้นพร้อมกัน ลดความเสี่ยงด้านการชำระราคา และเอื้อให้การซื้อขายสามารถดำเนินได้ตลอด 24 ชั่วโมง แทนที่จะถูกจำกัดด้วยเวลาทำการของระบบเดิม

ในทางปฏิบัติ การพัฒนา Tokenization ไม่ได้หยุดอยู่เพียง Investment Token ที่เคยอนุมัติไปแล้ว แต่ขยายไปสู่การทดสอบ Bond Token หรือหุ้นกู้ในรูปโทเคน รวมถึงโทเคนหน่วยลงทุน ผ่าน Regulatory Sandbox เพื่อประเมินความเหมาะสมในการใช้งานจริงในตลาดทุน

โดยแนวคิดนี้ คือ การนำผลิตภัณฑ์ที่ผู้ลงทุนคุ้นเคยอยู่แล้ว มาวางบนโครงสร้างเทคโนโลยีดิจิทัล โดยไม่จำเป็นต้องแยกตลาดออกเป็นระบบเฉพาะคู่ขนาน

อีกองค์ประกอบที่ถูกวางไว้ควบคู่กัน คือ การสร้างมาตรฐานเพื่อรองรับการซื้อขายข้ามแพลตฟอร์มในอนาคต ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลให้สามารถเชื่อมโยงกับโครงสร้างตลาดทุนได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ถูกออกแบบให้เดินควบคู่กับความรับผิดชอบและความเหมาะสมกับผู้ลงทุน โดยเฉพาะการมองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน หรือ Asset Class อีกประเภทหนึ่ง เพื่อการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนโดยรวม

แนวคิดนี้สะท้อนผ่านการพิจารณาออกหลักเกณฑ์สำหรับ Crypto ETF ซึ่งมีลักษณะเป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงได้ผ่านผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ในตลาดทุนที่ผู้ลงทุนคุ้นเคย โดยมีการกำกับดูแล การเปิดเผยข้อมูล และการบริหารความเสี่ยงที่เพียงพอเหมาะสม เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน

ในทำนองเดียวกัน ก.ล.ต. ได้เสนอแนวทางให้สินทรัพย์ดิจิทัลสามารถใช้เป็นสินค้าอ้างอิงภายใต้กฎหมายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อบูรณาการตลาดคริปโทฯ เข้ากับระบบตลาดอนุพันธ์ที่มีมาตรฐานการกำกับดูแลควบคู่กันไป

ในมิติของความยั่งยืน ก.ล.ต. สนับสนุนทั้งการพัฒนา Tokenized Carbon Credit และการผลักดันให้คาร์บอนเครดิตสามารถซื้อขายได้ทั้งในตลาดฟิวเจอร์สและตลาดสปอต ผ่านความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อขยายบทบาทของตลาดทุนในการรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เมื่อพิจารณาในภาพรวม แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวสะท้อนการขยับบทบาทของ ก.ล.ต. จากการเป็นเพียงผู้กำกับดูแล ไปสู่การเป็นผู้ออกแบบโครงสร้างตลาดทุนในยุคดิจิทัล การพัฒนาสินทรัพย์ดิจิทัลจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ แต่เป็นกระบวนการวางระบบให้ตลาดทุนสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้กรอบกฎหมายและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

ในโลกที่นวัตกรรมทางการเงินพัฒนาอย่างรวดเร็ว ความท้าทายของตลาดทุนไทยอาจไม่ใช่การวิ่งตามเทคโนโลยี แต่คือการออกแบบโครงสร้างที่เปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมสามารถพัฒนาได้ โดยยังคงความเป็นระเบียบและความน่าเชื่อถือของระบบ ซึ่งนี่คือภารกิจสำคัญของ ก.ล.ต. บนเส้นทางการพัฒนาสินทรัพย์ดิจิทัลในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล