ชำแหละ 2 ปมร้อน 'ประกันสังคม' โรงอาหารกระทรวงแรงงาน–หอพักนักศึกษา

22 ม.ค. 2569 | 09:30 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ม.ค. 2569 | 09:41 น.

สำนักงานประกันสังคมยืนยัน 'โรงอาหาร' ใช้เงินกองทุนฯ จริง แต่ผ่านบอร์ดทุกขั้นตอน ขณะที่ 'TU Dome' สปส.ถือหน่วยลงทุนใหญ่ 76.75% สะท้อนโจทย์สำคัญของกองทุนขนาดใหญ่ ความโปร่งใส-ความคุ้มค่า

กรณีที่ 1 : โรงอาหารกระทรวงแรงงาน ถูกระเบียบ แต่คุ้มค่าหรือไม่?

กรณีโครงการปรับปรุง 'โรงอาหารกระทรวงแรงงาน' ถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวาง หลังปรากฏข้อเท็จจริงว่าใช้งบจาก กองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นเงินสมทบของลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐ ไม่ใช่งบประมาณแผ่นดินโดยตรง

หัฏฐริภิม ณมงคลบุญวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ สำนักงานประกันสังคม ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวใช้เงินกองทุนประกันสังคมจริง แต่ยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบ ผ่านการพิจารณาของบอร์ดประกันสังคมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดซื้อจัดจ้าง การขออนุมัติงบประมาณ จนถึงการก่อสร้างและเปิดใช้งาน

ชำแหละ 2 ปมร้อน 'ประกันสังคม' โรงอาหารกระทรวงแรงงาน–หอพักนักศึกษา

 

ที่มาโครงการและไทม์ไลน์

ข้อมูลระบุว่า โครงการเริ่มดำเนินการจริงในช่วง สิงหาคม 2561 และเปิดให้บริการในปี 2562 วัตถุประสงค์คือการปรับปรุงโรงอาหารของสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ 3 เพื่อรองรับผู้ประกันตนในพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่เดิมมีสภาพแออัดและอับ จึงขอใช้พื้นที่ภายในกระทรวงแรงงานแทน โดยใช้งบประมาณ 12 ล้านบาท จากกองทุนประกันสังคม และผ่านการพิจารณาของบอร์ดประกันสังคม

ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยอยู่ภายใต้รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมระบุว่าได้สอบถามหน่วยงานตรวจสอบ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และได้รับความเห็นชอบก่อนดำเนินการ

ประเด็นค่าเช่า–ต้นทุน และคำถามเชิงนโยบาย

อีกหนึ่งข้อวิพากษ์คือ โรงอาหารดังกล่าว ไม่มีการเก็บค่าเช่าพื้นที่ จากผู้ค้า แต่เก็บเพียงค่าบำรุงรักษาเดือนละ 2,500 บาท ซึ่งครอบคลุมค่าทำความสะอาด ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าดูแลบางส่วน โดยสำนักงานประกันสังคมยอมรับว่า หากเปิดใช้เครื่องปรับอากาศ ค่าใช้จ่ายอาจไม่เพียงพอ

ประเด็นนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า การใช้เงินกองทุนประกันสังคมไปลงทุนในโครงการที่ไม่มีรายได้ชัดเจนและต้องพึ่งพาการอุดหนุนต่อเนื่องนั้น สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนหรือไม่ อีกทั้งยังมีรายงานว่าภาคประชาชนได้ยื่นร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบความเหมาะสมของโครงการ

ชำแหละ 2 ปมร้อน 'ประกันสังคม' โรงอาหารกระทรวงแรงงาน–หอพักนักศึกษา

ในเชิงวิเคราะห์ ปัญหาอาจไม่ใช่เรื่อง “ผิดระเบียบ” แต่คือคำถามว่า เงินของผู้ประกันตนถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ให้ประโยชน์ตรงเป้าหมายและคุ้มค่าที่สุดหรือไม่ และกระบวนการอนุมัติของบอร์ดเปิดเผย ตรวจสอบได้เพียงใด

กรณีที่ 2 : ถือหุ้นใหญ่ TU Dome

อีกประเด็นสำคัญคือการที่กองทุนประกันสังคมเข้าไปถือหน่วยลงทุนขนาดใหญ่ใน กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ (TU-PF) โดยข้อมูลผู้ถือหน่วยลงทุนระบุว่า สำนักงานประกันสังคมถือหน่วยลงทุน 80,000,000 หน่วย หรือ 76.75% และถือสัดส่วนดังกล่าวมาตั้งแต่ เดือนเมษายน 2562 จนถึงปัจจุบัน

ชำแหละ 2 ปมร้อน 'ประกันสังคม' โรงอาหารกระทรวงแรงงาน–หอพักนักศึกษา ชำแหละ 2 ปมร้อน 'ประกันสังคม' โรงอาหารกระทรวงแรงงาน–หอพักนักศึกษา

การถือสัดส่วนระดับนี้ทำให้กองทุนประกันสังคมเป็นผู้รับความเสี่ยงหลักของการลงทุนใน TU Dome ทั้งในด้านผลตอบแทน การบริหารจัดการ และความผันผวนของมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งย่อมส่งผลต่อเงินกองทุนของผู้ประกันตนโดยตรง

จากข้อมูลทางการเงินที่ปรากฏ ทั้งมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ต่อหน่วย และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด สะท้อนให้เห็นความผันผวนของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ผ่านกองทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ภาวะตลาดและอัตราผลตอบแทนไม่แน่นอน

ชำแหละ 2 ปมร้อน 'ประกันสังคม' โรงอาหารกระทรวงแรงงาน–หอพักนักศึกษา

คำถามเชิงนโยบายการลงทุน

นักวิชาการและภาคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่า กองทุนประกันสังคมควรมีการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนมากเพียงใด และการเข้าไปถือสัดส่วนใหญ่ในกองทุนเดียวสอดคล้องกับหลักบริหารความเสี่ยงหรือไม่ รวมถึงมีการประเมินผลตอบแทนและความเสี่ยงในระยะยาวอย่างรอบคอบเพียงใด

ในเชิงธรรมาภิบาล การลงทุนลักษณะนี้จำเป็นต้องมีการเปิดเผยข้อมูลและเหตุผลเชิงนโยบายอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกันตนซึ่งเป็นเจ้าของเงินกองทุนตัวจริงสามารถตรวจสอบได้

 

บทสรุป : จาก “ถูกระเบียบ” สู่ “ต้องตอบสังคมได้”

สองกรณี—โรงอาหารกระทรวงแรงงานและการถือหุ้นใหญ่ใน TU Dome—สะท้อนโจทย์เดียวกันของกองทุนประกันสังคม นั่นคือ ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความคุ้มค่า ในการใช้และลงทุนเงินกองทุนขนาดมหาศาล

ในยุคที่ผู้ประกันตนมีความตื่นตัวและต้องการความชัดเจนมากขึ้น คำอธิบายว่า “ทำตามขั้นตอน” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ทุกการตัดสินใจให้ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกันตน และเปิดให้ตรวจสอบได้อย่างแท้จริง