
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 10ก.พ. "อ่อนค่าลงหนัก"ที่ระดับ 33.89 บาทต่อดอลลาร์
ค่าเงินบาทเสี่ยงกลับมาอ่อนค่าลง โดยเฉพาะหากอ่อนค่าทะลุโซน 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์ จับตาทิศทางเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ และทิศทางเงินหยวน
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้10ก.พ.2568 ที่ระดับ 33.89 บาทต่อดอลลาร์
“อ่อนค่าลงหนัก”จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 33.64 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่านับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวน แต่โดยรวมเป็นการอ่อนค่าลงหนัก (แกว่งตัวในกรอบ 33.55-33.92 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องชัดเจน หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ
โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน โดยยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เพิ่มขึ้นเพียง 1.43 แสนตำแหน่ง น้อยกว่าที่ตลาดคาดพอสมควร ขณะที่อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ลดลงสู่ระดับ 4.0% ดีกว่าคาดเล็กน้อย ส่วนอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) เพิ่มขึ้น +4.1%y/y สูงกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มกังวลต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ บ้าง
ทว่าในช่วงหลังจากนั้น อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้น (1-year Inflation Expectations) ในรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ได้ออกมาสูงถึง 4.3% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก ท่ามกลางความกังวลผลกระทบจากการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0
ซึ่งภาพดังกล่าว
รวมถึงคำขู่ขึ้นภาษีนำเข้าในลักษณะ Reciprocal Tariffs ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และปรับลดโอกาสที่เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง หรือ 50bps ในปีนี้ เหลือเพียงราว 40%-50% จากเกือบ 70% ในช่วงก่อนตลาดรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลให้ ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น กดดันราคาทองคำและค่าเงินบาท รวมถึงบรรดาสกุลเงินอื่นๆ
โดยเฉพาะเงินยูโร (EUR) ท่ามกลางความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากยุโรปด้วยเช่นกัน
สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทยังพอได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ ลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 ไปได้บ้าง
สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เก็บภาษีนำเข้า “Reciprocal Tariffs” พร้อมจับตา รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนมกราคม โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้เล่นในตลาดรวมถึงบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่างกังวลกับผลกระทบของนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 อย่างนโยบายกีดกันทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้า ในลักษณะ “Reciprocal Tariffs” กับบรรดาประเทศต่างๆ ที่เก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าสหรัฐฯ พร้อมทั้ง รอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ซี่งในสัปดาห์นี้ จะมีกำหนดการเข้าแถลงต่อคณะกรรมาธิการด้านการเงินของสภาผู้แทนฯ ของประธานเฟด นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ด้วยเช่นกัน
▪ ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านรายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซนและเศรษฐกิจอังกฤษ ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2024 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE
โดยล่าสุด หลังจากที่ทั้ง ECB และ BOE ได้เดินหน้าลดดอกเบี้ยลง 25bps ในการประชุมต้นปีที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ECB อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 4 ครั้ง หรือ 100bps (โอกาส 34%) ส่วน BOE ก็อาจลดดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง หรือ 75bps (โอกาส 67%)
▪ ฝั่งเอเชีย – ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) อาจลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 5.50% เพื่อช่วยหนุนภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอลงในระยะหลัง อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อก็ได้ชะลอลงต่อเนื่องและอยู่ในกรอบเป้าหมาย 2%-4% ในช่วงที่ผ่านมา
▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พร้อมกับ รอลุ้นรายงานผลการดำเนินงานของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งอาจช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยได้ หากรายงานผลประกอบการส่วนใหญ่ออกมาสดใส ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยได้ปรับตัวลงมาพอสมควร จนในเชิง Valuation (หากประเมินจาก Forward P/E) ก็อยู่ในระดับที่ถูก Z-score ในรอบ 10 ปี น้อยกว่า -1
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท นั้น การอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วของเงินบาทในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา เพิ่มโอกาสเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงได้ โดยเฉพาะหาก เงินบาทสามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทะลุโซนแนวต้าน 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เมื่อประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following
ทั้งนี้ โอกาสที่เงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ ต้องเห็นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แย่กว่าคาด เช่น อัตราเงินเฟ้อ CPI ต่ำกว่าคาด หรือเห็นแนวโน้มการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีน พร้อมทั้งควรจับตาทิศทางราคาทองคำอย่างใกล้ชิด หลังราคาทองคำเริ่มเผชิญความเสี่ยงย่อตัวลงบ้าง
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงกลับมาอ่อนค่าลง โดยเฉพาะหากอ่อนค่าทะลุโซน 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งต้องจับตาทิศทางเงินดอลลาร์ รวมถึงราคาทองคำ นอกจากนี้ ยังคงต้องจับตาทิศทางเงินหยวนจีน (CNY) ซึ่งอาจขึ้นกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติในตลาดทุนไทย อาจพอได้ลุ้นเห็นแรงซื้อหุ้นไทยทยอยกลับมาบ้าง
ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด หรือ รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม ทว่า หาก อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด หรือบรรยากาศในตลาดการเงินยังคงเปิดรับความเสี่ยง ก็อาจกดดันเงินดอลลาร์ได้บ้าง
เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.50-34.30 บาท/ดอลลาร์
ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.75-34.00 บาท/ดอลลาร์
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.86-33.88 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.57 น.) อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดในช่วงปลายสัปดาห์ก่อนที่ 33.65 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ค่าเงินบาทอ่อนค่าสอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ มีแรงหนุนต่อเนื่องจากข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งทำให้ตลาดประเมินว่า จังหวะการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดน่าจะไม่เกิดขึ้นเร็ว [แม้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มเพียง 143,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. แต่ก็มีการปรับทบทวนตัวเลขเดือนธ.ค.ขึ้น และอัตราการว่างเดือนม.ค. ก็ปรับลดลงมาที่ 4.0% ซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาดที่ 4.1%) นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังแข็งค่าขึ้นจากคำกล่าวของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ที่เปิดเผยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะมีการประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตรา 25% จากทุกประเทศในวันนี้ และจะมีการประกาศมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจจะเป็นช่วงกลางสัปดาห์นี้ด้วยเช่นกัน
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.70-34.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สัญญาณเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ทิศทางเงินหยวนและสถานการณ์เงินทุนต่างชาติ รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ในมุมมองผู้บริโภคเดือนม.ค.







