thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 3ก.พ.  “อ่อนค่าลงหนัก” ที่ระดับ  34.03 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 3ก.พ. “อ่อนค่าลงหนัก” ที่ระดับ 34.03 บาทต่อดอลลาร์

03 ก.พ. 68 | 00:44 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.พ. 68 | 02:19 น.

ค่าเงินบาทเสี่ยงที่จะกลับมาทยอยอ่อนค่าลง หรือ อย่างน้อยแกว่งตัว Sideways หากทะลุโซน 34.10-34.20 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนเงินดอลลาร์มีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นหนุนโดยภาวะปิดรับความเสี่ยง-ความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าสหรัฐ

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้3 ม.ค.2568 ที่ระดับ  34.03 บาทต่อดอลลาร์“อ่อนค่าลงหนัก”จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ  33.67 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่านับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงหนัก (แกว่งตัวในกรอบ 33.54-34.17 บาทต่อดอลลาร์)

โดยในช่วงแรกเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม อยู่ที่ระดับ 2.6% (อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE อยู่ที่ระดับ 2.8%) ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ทำให้ผู้เล่นในตลาดไม่ได้กังวลต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ มากนัก ทว่าจุดเปลี่ยนของตลาดการเงินนั้นอยู่ที่การประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากเม็กซิโก แคนาดา และจีน โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าที่อาจหนุนให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงช้า หรือ

 ปรับตัวสูงขึ้น จนทำให้เฟดอาจชะลอการลดดอกเบี้ย ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ปรับลดโอกาสเฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง หรือ 50bps ในปีนี้ เหลือ 60% ส่วนการลดดอกเบี้ยในปีหน้านั้น ผู้เล่นในตลาดก็ปรับลดโอกาสการลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง หรือ 25bps เหลือ 78% จากเดิมที่เคยให้โอกาสสูงเกิน 90%

ซึ่งการปรับเปลี่ยนมุมมองดังกล่าวของผู้เล่นในตลาดได้หนุนให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นแรง เมื่อเทียบกับบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ท่ามกลางความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากยุโรปด้วยเช่นกัน

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่เงินบาทยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นทำ All-Time High ของราคาทองคำ

สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรเตรียมรับมือความผันผวนจากความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 พร้อมระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ และผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยเฉพาะยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ซึ่งจะมีการปรับปรุงข้อมูล (Annual Revision) จนถึงช่วงเดือนมีนาคมปีก่อนหน้า ทำให้ยอดการจ้างงานฯ ในอดีตที่ผ่านมา จนถึงเดือนมีนาคม มีโอกาสปรับตัวลดลงเฉลี่ยเดือนละ 4-5 หมื่นราย และ

นอกเหนือจากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) เดือนมกราคม และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) เดือนกุมภาพันธ์

ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะยาว จากรายงานดัชนีความเชื่อมั่นดังกล่าวด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ หุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet และ Amazon

▪ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยเรามองว่า BOE อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.75% ในการประชุมครั้งนี้ (ผู้เล่นในตลาดและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมิน BOE ลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 4.50%) หลังอัตราเงินเฟ้อและอัตราการเติบโตของค่าจ้างยังอยู่ในระดับสูง

ทว่า BOE อาจส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าลดดอกเบี้ย จากความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจได้ ซึ่งเราคาดว่า BOE อาจลดดอกเบี้ยสู่ระดับ 3.75% ในปีนี้ (ลดดอกเบี้ยในการประชุมรายไตรมาส)

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนมกราคม และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนธันวาคมปีก่อนหน้า พร้อมทั้งรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาค  การผลิตและภาคการบริการ (Caixin Manufacturing & Services PMIs) เดือนมกราคม

ซึ่งจะสะท้อนภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจของบริษัทขนาดเล็ก-กลาง ได้ดีกว่าดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของทางการจีนที่ได้รายงานในสัปดาห์ที่ผ่านมา  ซึ่งออกมาแย่กว่าคาดทั้งหมด

ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนมกราคม ด้วยเช่นกัน

พร้อมรอจับตาท่าทีของทางการจีน ว่าจะตอบโต้รัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไร หลังถูกขึ้นภาษีนำเข้า 10% ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานข้อมูลอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและ

ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 6.25% เพื่อช่วยหนุนภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอลงในระยะหลัง อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อก็ได้ชะลอลงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนี PMI ภาคการผลิต รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนมกราคม

โดยในส่วนของอัตราเงินเฟ้อ CPI นั้น เราคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย +0.10% จากเดือนก่อนหน้า หรือราว +1.30%y/y ตามอานิสงส์ของการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าในหมวดอาหารสด และฐานราคาสินค้าและบริการที่ต่ำในปีก่อน

ทว่า ราคาพลังงานที่ปรับตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ก็มีส่วนกดดันอัตราเงินเฟ้อทั่วไป นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลการดำเนินงานของบรรดาบริษัทจดทะเบียน สำหรับ แนวโน้มเงินบาท นั้น หากประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following

เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงที่จะกลับมาทยอยอ่อนค่าลง หรือ อย่างน้อยแกว่งตัว Sideways หาก เงินบาทสามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทะลุโซนแนวต้าน 34.10-34.20 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน

ซึ่งภาพดังกล่าวก็มีความเป็นไปได้สูง หลังเงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นแรง ตามความกังวลผลกระทบของนโยบายกีดกันทางการค้าล่าสุดของรัฐบาล Trump 2.0 ทั้งนี้ ต้องจับตาทิศทางราคาทองคำอย่างใกล้ชิดด้วย เนื่องจากหากราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาด ก็อาจพอช่วยหนุนเงินบาทได้

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงกลับมาอ่อนค่าลง โดยเฉพาะหากอ่อนค่าทะลุโซน 34.10-34.20 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งต้องจับตาทิศทางเงินดอลลาร์ รวมถึงราคาทองคำ

นอกจากนี้ ยังคงต้องจับตาทิศทางเงินหยวนจีน (CNY) ที่ในระยะหลังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินบาทสูงกว่า 70% ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติในตลาดทุนไทย มีแนวโน้มที่จะเห็นแรงขายหุ้นไทยเพิ่มเติม ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาด

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า แม้ว่าเงินดอลลาร์จะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น หนุนโดยภาวะปิดรับความเสี่ยง และความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ทว่า เงินดอลลาร์ก็อาจพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน ออกมาแย่กว่าคาด

เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.50-34.65 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.90-34.20 บาท/ดอลลาร์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า

เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 34.03-34.05 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.17 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ 33.67 บาทต่อดอลลาร์ฯ...เงินบาทพลิกอ่อนค่ากลับมาเคลื่อนไหวในฝั่งที่อ่อนค่ากว่าแนว 34.00  บาทต่อดอลลาร์ฯ สอดคล้องกับ Sentiment ที่อ่อนแอของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ท่ามกลางความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หลังปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้ากับแคนาดา เม็กซิโก และจีน ประกอบกับมีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากการปรับตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังมีแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.90-34.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามจะอยู่ที่ประเด็นตึงเครียดของมาตรการทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าสำคัญ อัตราเงินเฟ้อเดือนม.ค. ของยูโรโซน ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนม.ค. ของญี่ปุ่น จีน ยูโรโซน และอังกฤษ  รวมถึงดัชนี PMI/ISM ภาคการผลิตเดือนม.ค. ของสหรัฐฯ