thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 30ม.ค. “ทรงตัว”ที่ระดับ  33.74 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 30ม.ค. “ทรงตัว”ที่ระดับ 33.74 บาทต่อดอลลาร์

30 ม.ค. 68 | 00:55 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ม.ค. 68 | 03:32 น.

ค่าเงินบาทในช่วงระหว่างวันทิศทางการเคลื่อนไหวอาจขึ้นกับแนวโน้มราคาทองคำ แต่การแข็งค่าอาจถูกจำกัดโดยแรงซื้อเงินดอลลาร์โดยเฉพาะจากฝั่งผู้นำเข้า

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้30 ม.ค.2568 ที่ระดับ  33.74 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มของค่าเงินบาท ผลการประชุม FOMC ของเฟดในช่วงคืนที่ผ่านมา อาจเรียกได้ว่า เป็น “Non-Event” ที่แทบไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

ทำให้เรายังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้น หรืออย่างน้อยก็อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways เมื่อประเมินตามกลยุทธ์ Trend Following ตราบใดที่เงินบาทไม่ได้กลับมาอ่อนค่าลงชัดเจน เหนือโซนแนวต้าน 34.20 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างวัน ก่อนที่ตลาดจะรับรู้ผลการประชุม ECB เรามองว่า ทิศทางการเคลื่อนไหวของเงินบาท ก็อาจขึ้นกับแนวโน้มราคาทองคำด้วยเช่นกัน โดยหากราคาทองคำสามารถทยอยปรับตัวขึ้นต่อได้บ้าง ก็จะช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท

ทว่า เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกจำกัดโดยแรงซื้อเงินดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนจากบรรดาผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้นำเข้า ทำให้เงินบาทก็อาจยังติดอยู่แถวโซนแนวรับ 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์  ไปก่อนได้

อย่างไรก็ดี ควรจับตาฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ หลังบรรยากาศในตลาดการเงินเริ่มกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ทำให้นักลงทุนต่างชาติอาจทยอยขายหุ้นไทยได้บ้างในช่วงนี้

 

ทั้งนี้ เราแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม ECB เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่า ECB จะลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ พร้อมส่งสัญญาณชัดเจน เดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม

โดยผู้เล่นในตลาดมองว่า ECB มีโอกาสราว 59% ที่จะลดดอกเบี้ยได้รวม 4 ครั้ง หรือ 100bps ในปีนี้ ทำให้ หากผลการประชุม ECB ไม่ได้สอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาด

เช่น ECB ลดดอกเบี้ยตามคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ก็อาจทำให้ เงินยูโร (EUR) กลับมาแข็งค่าขึ้นได้บ้าง กดดันให้เงินดอลลาร์ย่อตัวลง หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัว Sideways ต่อ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.55-33.85 บาท/ดอลลาร์ (ระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม ECB และช่วง Press Conference ของประธาน ECB)

 

 

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.71-33.87 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้างเข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.80-33.90 บาทต่อดอลลาร์ ตามการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ในช่วงก่อนตลาดรับรู้ผลการประชุมเฟด

ทั้งนี้ เงินบาททยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ ส่วนเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ทยอยปรับตัวลดลงบ้าง แม้ว่า เฟดจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.25%-4.50% ตามคาด

อีกทั้งประธานเฟด Jerome Powell ยังย้ำจุดยืนไม่เร่งรีบลดดอกเบี้ยก็ตาม ส่วนผู้เล่นในตลาดยังคงมุมมองเดิมว่า เฟดยังมีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้งในปีนี้ และอีกราว 1 ครั้ง ในปี 2026 อนึ่ง ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบร้อนปรับสถานะถือครองสินทรัพย์ เพื่อรอติดตามผลการประชุม ECB ในช่วงค่ำของวันพฤหัสฯ นี้เช่นกัน

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันบ้าง หลังประธานเฟดส่งสัญญาณไม่รีบลดดอกเบี้ย จนกว่าจะมั่นใจในแนวโน้มการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ หุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง Nvidia -4.1% ก็เผชิญแรงเทขายอีกครั้ง

ท่ามกลางความกังวลว่า รัฐบาล Trump 2.0 อาจออกมาตรการจำกัดการส่งออกชิปของ Nvidia ให้กับจีน หลังการเปิดตัว AI จีน “DeepSeek” ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.47%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.50% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor โดยเฉพาะ ASML +5.6% ซึ่งได้แรงหนุนจากรายงานผลประกอบการที่ออกมาแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพฤหัสฯ นี้ ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองหุ้นยุโรปอย่างชัดเจน 

ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์นั้น บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน โดยมีจังหวะปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 4.60% หลังตลาดรับรู้ผลการประชุมเฟด ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.54% ใกล้เคียงกับระดับในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุมเฟด หลังผู้เล่นในตลาดคงมุมมองเดิมว่า เฟดอาจสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้

นอกจากนี้ บรรยากาศระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาดก็มีส่วนกดดันบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อนึ่ง เราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนสูง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งต้องติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

และการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 20 อย่างใกล้ชิด ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดก็สามารถทยอยซื้อบอนด์ระยะยาวในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นได้ (เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip และไม่ไล่ราคาซื้อ เพื่อ Risk-Reward ที่น่าสนใจ)

 ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Down แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังตลาดรับรู้ผลการประชุมเฟด ทว่ามุมมองของผู้เล่นในตลาดที่คงเชื่อว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ก็ทำให้เงินดอลลาร์ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างก็รอลุ้นผลการประชุม ECB ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินยูโร (EUR) และเงินดอลลาร์ ทำให้โดยรวมเงินดอลลาร์ย่อตัวลงสู่โซน 108.0 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 107.9-108.3 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ การเคลื่อนไหวของราคาทองคำมีความผันผวนพอสมควร ตามแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่คงเชื่อว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ ราว 2 ครั้ง

รวมถึงบรรยากาศระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาดก็พอช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) สามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้น สู่โซน 2,790-2,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง

เปิดโอกาสให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนทยอยขายทำกำไรการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ และโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 20.15 น. ตามเวลาประเทศไทย (Press Conference โดยประธาน ECB ในช่วง 20.45 น.)

โดยเรามองว่า แนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจยูโรโซนและทิศทางของอัตราเงินเฟ้อที่จะทยอยกลับสู่เป้าหมาย 2% ของ ECB จะทำให้ ECB มีตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ยนโยบาย” (Deposit Facility Rate) 25bps สู่ระดับ 2.75%

และมีโอกาสที่ ECB จะส่งสัญญาณพร้อมลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่องได้ ในการประชุมครั้งถัดๆ ไป โดยเฉพาะในกรณีที่เศรษฐกิจยูโรโซนเผชิญแรงกดดันจากนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซนในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ที่ผ่านมา

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ด้วยเช่นกัน พร้อมรอติดตามรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) เพื่อประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินของเฟด

และในฝั่งญี่ปุ่น ช่วงราว 6.30 น. - 6.50 น. ของเช้าวันศุกร์นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น รวมถึง รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.74-33.76 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.55 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.77 บาทต่อดอลลาร์ฯ

เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย (แต่ในภาพรวมยังเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบแคบ)  โดยเงินบาททยอยได้รับแรงหนุนจากทิศทางเงินเยนที่แข็งค่า และการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก หลังจากเงินดอลลาร์ฯ แทบไม่ได้รับแรงหนุนจากมติของเฟดที่คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 4.25-4.50% ตามที่ตลาดคาด

และส่งสัญญาณว่าเฟดไม่รีบร้อนที่จะปรับดอกเบี้ย (โดยจะติดตามดูพัฒนาการของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า) โดยแรงหนุนของเงินดอลลาร์ฯ ชะลอลงบางส่วน หลังถ้อยแถลงของประธานเฟด ย้ำว่า เงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มชะลอลง 

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้  ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.60-33.85 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การตอบรับของตลาดต่อสัญญาณดอกเบี้ยสหรัฐฯ จากผลการประชุมเฟด

ประเด็นเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผลการประชุม ECB และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2567และข้อมูลยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือน ธ.ค.