
SCBx สู่ Nasdaq ‘อาทิตย์ นันทวิทยา’ Best CEO แห่งปี 64
“อาทิตย์ นันทวิทยา” ประกาศพายานแม่ SCBx ลุยตลาดโลก วางเป้า 5 ปีมีแซนด์บ็อกซ์ที่มีฐานในอเมริกา หรือนอกเหนือประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วาง 2 เสา “Data X -SCB Tech X ” เป็นแกนหลักตะลุยลงทุนร่วมมือพันธมิตร
ไม่เพียงทำให้สมรภูมิการธนาคารร้อนแรงขึ้น หลังการออกมาประกาศปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของธนาคารเก่าแก่อย่างธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 แต่ยังสะเทือนไปถึงวงการ สตาร์ทอัพ ดิจิทัลแพลต์ฟอร์มต่างๆ ต้องขยับตาม เพราะเมื่อธนาคารที่มีอายุ 115 ปีจะลดบทบาทการเป็นเรือธงลงมาเป็นเพียงกองหนุน แล้วให้การนำพากลุ่มไทยพาณิชย์อยู่ภายใต้ยานแม่ใหม่ภายใต้ชื่อ SCBx ไม่เพียงแค่ความเก๋า แต่ยังมีความใหญ่ที่น่าสะพรึงรวมอยู่ด้วย
การปรับตัวจากธุรกิจธนาคารดั้งเดิมมาเป็นบริษัทเทคโนโลยีถือเป็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์วงการธนาคารครั้งใหญ่ ภายใต้การนำของนายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหารกลุ่มไทยพาณิชย์ “ฐานเศรษฐกิจ” เล็งเห็นคลื่นลูกใหญ่ครั้งนี้ จึงมีมติให้นาย “อาทิตย์ นันทวิทยา” เป็น “สุดยอดผู้บริหารแห่งปี 2564 หรือ The Best CEO 2021”
- ก้าวแรกลุยอินโด-เวียดนาม
“อาทิตย์ นันทวิทยา”ฉายภาพที่จะก้าวเดินจากนี้ไปของ SCBx กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปี 2565 จะเป็นขั้นตอนการแลกหุ้นจากไทยพาณิชย์มาอยู่ที่ SCBx และนำ SCBx เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์น่าจะกลางปี จากนั้นจะเป็นการโอนย้ายกิจการต่างๆ ตามที่ประกาศไปแล้ว เป็นการจัดบ้าน ปรับโครงสร้างองค์กรในเชิงการจัดการต่างๆ แต่งตั้งคณะกรรมการแต่ละชุด รวมถึงการสร้างกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างบอร์ดของ SCBx กับบอร์ดของธนาคาร
อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ก็ยังขับเคลื่อนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เป็นการทำงานของทีมพัฒนาธุรกิจที่ทำหน้าที่คล้ายผู้จัดการกองทุนอยู่แล้ว ซึ่งมีดีลเข้ามาตลอดเวลา เมื่อเข้าที่เข้าทางแล้ว จึงจะเข้าไปปิดดีล จัดตั้งกองทุนร่วมทุน (Venture Capital หรือ VC) ใหม่ๆ ภายใต้ทรัพยากรที่มีและผลักดันกองทุนที่ร่วมกับซีพีในการบริหาร Venture X ให้สามารถระดมทุนมีขนาดตามที่ต้องการประมาณ 800-1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำเงินกองทุนนี้ไปบริหารหรือลงทุนเทคโนโลยี โดยเฉพาะบลอคเชนต่างๆ ขณะเดียวกันต้องผลักดันให้ AISCB สามารถปล่อยสินเชื่อดิจิทัลให้ได้ด้วย
“ทุกวันนี้ จากการที่เรายังไม่ได้เข้าไปในตลาดและด้วยขนาดที่ไม่ต้องแถลงต่อตลาด เราได้เข้าไปลงทุนในตลาดอินโดนีเซียในหลายทีแล้ว แต่ไม่ใช่หลักแสนล้าน หมื่นล้านจนต้องแถลงออกมา เราเริ่มเข้าไปในกองทุนส่วนบุคคลที่ลงทุนทั่วโลกแล้ว เข้าลงทุนในบริษัทฟินเทค หลายอันในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาหลังประกาศเป็น SCBx และเรากำลังจะเข้าไปในฟิลลิปปินส์ เวียดนาม โดยจะเป็นการจับมือกันเข้าไปเป็นทีม และยังมีพันธมิตรเป็นสตาร์ทอัพรายใหญ่ในเมืองจีนแล้ว รอเพียงทางการอนุมัติ”นายอาทิตย์กล่าว
- บริษัทลูกต้องไอพีโอ 3-5 ปี
วิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้คือ ไทยพาณิชย์กรุ๊ป จะเป็นบริษัทเทคโนโลยีการเงินระดับภูมิภาค มีลูกค้า 200 ล้านรายในปี 2568 นั่นหมายความว่า ในจำนวนบริษัทที่พูดถึง 15-16 บริษัทที่ถูกจัดตั้งขึ้นในเบื้องต้นนั้น จะต้องมีเป้าหมายระยะกลาง 3-5 ปีคือ ไปเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สามารถออกไอพีโอขายให้นักลงทุนได้ ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะเป็นศูนย์หรือบางบริษัทมีการโอนย้ายมาจากธนาคารก็ตาม
ขณะที่ SCBx จะมีหน้าที่แค่ช่วยสนับสนุนอยู่ข้างหลัง เป็นตัวเชื่อมและสร้างความร่วมมือหรือดูแลภาพรวม เช่น การวางเทคโนโลยี ระบบคลาวด์ทั้งหมด การจะคัดเลือกเป็นพันธมิตรกับใคร จะใช้กลยุทธ์ใดต่อรอง เพื่อให้ได้ราคาที่เป็นขององค์กร ทุกหลายสิบบริษัทสามารถใช้ราคาจากกลุ่มได้ ทำให้สามารถจัดเรื่องต้นทุน นวัตกรรมได้ อย่างเช่น AI ที่กลุ่มพัฒนาขึ้นก็จะนำไปช่วยในหลายบริษัท
แม้กระทั่งเรื่องข้อมูล เรากำลังจัดตั้งบริษัท Data X เพื่อจัดการข้อมูลของทุกบริษัททั้งกลุ่ม รวมถึง AI ที่สร้างขึ้นก็จะเข้าไปเสิร์ฟแต่ละบริษัท มีความเข้มข้นของการใช้วิทยาศาสตร์ข้อมูล ซึ่งหัวหน้าของ Data X เป็นคนอิสราเอล มาจากอโกดาและกำลังระดมพลนักวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูลเข้ามา เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารข้อมูลให้กับกลุ่ม ทำให้แต่ละบริษัทใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ การเปิดบัญชีสั้นลง และอนาคตจะเป็นวอลเล็ตหมด โดยเฉพาะการเข้าสู่ยุคสกุลเงินดิจิทัล การเชื่อมต่อด้านการชำระเงินก็จะน้อยลง
- วาง 2 เสาหลักลุยลงทุน
เสาหลักที่เราจะใช้ต่อไปจะมี 2 แกนสำคัญคือ นอกจากเรื่องข้อมูลที่บริหารโดย Data X แล้วยังจะมีบริษัท SCB Texh X จะทำเรื่องการพัฒนาแพลตฟอร์มให้กับบริษัทต่างๆ ในกลุ่ม อย่างที่พัฒนาแพลตฟอร์มให้กับโรบินฮู้ดในขณะนี้ และจะพัฒนาแพลตฟอร์มให้กับ AISCB ด้วย ดังนั้น 2 บริษัทนี้จะเข้าไปทำงานเวลาที่เราจะออกแบบการลงทุนต่างๆ
ดังนั้นปี 2565 จะทำอยู่ 2 เรื่องคือ จัดโครงสร้างการบริหารจัดการของตัวเองกว่าจะจบก็ไตรมาส 2 ขณะที่ยานลูกทั้ง 15-16 แห่ง ก็จัดการตัวเองไป ระหว่างทาง SCBx จะลงทุนต่างๆ ที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีการเงิน แพลตฟอร์มในภูมิภาค ซึ่งบริษัทลูกขณะนี้อาจมีแค่ 2-3 บริษัทที่มีผลกำไรมาก แต่วันข้างหน้าต้องมากกว่านี้ อาจจะ 5 บริษัท 8 บริษัท เพื่อปันผลให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งก็คือ SCBx แล้ว SCBx จะได้มีเงินเหลือและนำไปลงทุนเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะเป็นการเดินทางที่ไม่มีวันจบ เหมือน เทมาเสก แต่การลงทุนจะไม่กระจายเหมือนเทมาเสก เป็นการลงทุนภายใต้กำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คล้ายผิงอัน ที่สร้างรายได้จากธุรกิจประกันเป็นหลัก
- เผย 3 รูปแบบลงทุน
SCBx จะมีธุรกิจใหม่ โดยเกิดจาก 1.บริษัทใหม่ที่เกิดจากการลงทุนของบริษัทลูก 2. SCBx จัดตั้งขึ้นมาเอง และ 3. SCBx จัดตั้งร่วมกับพันธมิตร ซึ่งทั้ง 3 รูปแบบไม่จำเป็นต้องอยู่ในไทยหรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น เพราะอาจตั้งฐานอยู่ในสิงคโปร์ อิสราเอล หรือ ซิลิคอลวัลเล่ย์ก็ได้ เพราะเป็นธุรกิจแพลตฟอร์ม หรืออาจจะลงทุนในญี่ปุ่นก็ได้
“หลายบริษัทที่ได้ลงทุนไปแล้วช่วง 3 ปีที่ผ่านมาหรือ สตาร์ทอัพที่กำลังเข้าใกล้ไอพีโอแล้ว เงินที่เราลงทุนไปขึ้นกับว่า เราจะขายทิ้ง เพื่อเอากำไรหรือถือหุ้นต่อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นในปีต่อๆ ไป หรืออย่างที่เราเข้าถือหุ้นใน Bitkub ถ้าสำเร็จได้รับการอนุญาต ก็พร้อมจะไอพีโอปีหน้าและปีถัดไป เพียงแต่ยังไม่รู้จะไอพีโอเมืองไทยหรือเปล่าหรือจะไปจดทะเบียนใน Nasdaq ก็ได้”
ทั้งนี้เพราะ การเป็นบริษัทเทคโนโลยีการเงินระดับภูมิภาค อาจไม่ใช่แค่ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้ เพราะลูกค้าไม่ได้อยู่แค่คนไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น เพราะโลกของเทคโนโลยียุคนี้ เกมแต่ละเกม เด็กเล่นกันทั้งโลก
ก้าวแรกที่เราอยากจะไปสนามใกล้บ้าน ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซียหรือ เวียดนาม เพราะเป็นความคุ้นเคย เดินทางไม่ไกลและยังเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ แต่ขั้นตอนที่แท้จริงไม่ได้อยู่ตรงนั้น บางบริษัทของกลุ่มไทยพาณิชย์อาจจดทะเบียนใน Nasdaq ก็ได้ การตั้ง VC กับสตาร์ทอัพระดับโลกที่เขาทำในโซนอเมริกา แต่เราทำในโซนเอเชีย ซึ่งปี 2565 ตั้งเป้าจะตั้ง VC ไว้ 3 อัน
ส่วนงบลงทุนในปี 2565 หลังจากรับเงินปันผลจากธนาคารเข้ามา จะมีการนำเงินไปลงทุนในบริษัทที่ประกาศไปแล้วไม่ต่ำกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจริงๆ อาจจะมากกว่านั้น เพราะหลังจากจบกระบวนการแลกหุ้นแล้วSCBx จะมีสินทรัพย์ 4 แสนล้าน บวกผลกำไรอีกปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท ดังนั้น SCBx จะมีอันดับความน่าเชื่อถือและความสามารถที่จะกู้เงิน เพื่อจะลงทุนได้ด้วย ส่วนจะกู้เท่าไรนั้นอีกเรื่องหนึ่ง
- แผน 5 ปีปักหลักสหรัฐฯ
ส่วนการทำธุรกิจระยะยาวภายใต้แผน 5 ปีนั้น ตามแผนคือ จะมีแซนด์บล็อกซ์ที่มีฐานอยู่ที่สหรัฐอเมริกา หรือมีฐานอยู่นอกเหนือประเทศเอซียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งจะเป็นแซนด์บ็อกซ์เพื่อทดลองสิ่งที่อาจจะทำไม่ได้กับลูกค้าไทย เป็นแซนด์บ๊อกซ์ที่อาจจะเกี่ยวกับ GameFi DiFi หรือเกี่ยวข้องกับ NFT เกี่ยวข้องกับ MetaBank เพื่อให้ไปอยู่ในประเทศที่มีความเข้มข้นเรื่องนี้ มีความสามารถพิเศษในเรื่องเหล่านี้ และมี Regulatory Sandbox ให้เราได้ทดลองสิ่งเหล่านี้
ในแง่ของการวัดผลแต่ละยูนิต นอกจากเป้าสร้างกำไรแก่ยานแม่ “SCBx” เนื่องจากแต่ละบริษัทเพิ่งเริ่ม แม้บางบริษัทอาจจะมาจากการโอนย้ายธุรกิจมาจากธนาคารไทยพาณิชย์ แต่แนวทางบริหารธุรกิจภายใน 3-5 ปีต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นซีอีโอแต่ละบริษัทพร้อมทั้งคณะกรรมการต้องร่วมกันบริหารจัดการ รวมถึงวางแผนระดมทุนเหมือนซีรี่ส์ A, B แต่ถ้าเพิ่มมูลค่าในซี่รีส์ B ไม่ได้ บริษัทนั้นก็จบ ไปต่อไม่ได้
- อยู่ในภาวะหนีตาย
ดังนั้น ถ้าดูจากวิสัยทัศน์ก็ต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของการรับตำแหน่งซีอีโอไทยพาณิชย์ต้องบอกว่า ภาวะหนีตาย วันที่ออกไปพบเทคโนโลยีหลายราย ขีดความสามารถและสิ่งที่เราทำ ทำให้กังวลว่า เราไม่น่าจะตอบสนองลูกค้า หรือ ขีดความสามารถที่ก้าวกระโดดได้ เพราะสิ่งที่เราทำล้าสมัย ไม่ตอบโจทย์ลูกค้า ทั้งในมิติต้นทุน ความรวดเร็ว ความสะดวก ง่าย มีประสิทธิภาพและเกินความคาดหวังของลูกค้า
เมื่อเห็นว่า มีคนตัวเล็กจำนวนมากที่ทำสิ่งเหล่านี้ได้ ขณะที่คนตัวใหญ่อุ้ยอ้าย อยู่มานาน เหมือนจะมีความได้เปรียบ แต่ถ้ามองไปข้างหน้า Disruption คือ สิ่งที่ทุกคนพูดถึง ความสามารถในการแข่งขันของคนตัวใหญ่จะค่อยๆ น้อยลง ซึ่งทุกวันนี้ก็เห็นภาพชัดโดยไม่ต้องอธิบาย เพราะทุกอุตสาหกรรมโดนกับตัวเองในหลากหลายมิติ ทุกคนต้องปรับตัว แต่การปรับตัวนั้นขึ้นกับวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรว่า จะปรับตัวได้เร็วหรือแรงแค่ไหนและยังปัจจัยภายนอก อย่างตอนนี้คือ โควิด-19
“2-3 ปีก่อนผมเป็น 1 ในแขกซีอีโอกว่า 200 คนที่ได้ร่วมฟังวิสัยทัศน์ของซีอีโอไมโครซอฟท์พูดถึงโลกของการทำงาน แค่จำลองการประชุมโดยใช้ AR VR และ AI ระหว่างประชุม แต่ไม่ได้พูดถึง Metaverse แต่เวลาแค่ไม่ถึง 3 ปีจากวันนั้น ก็มี Metaverse ซึ่งจะมีบริการที่จับต้องได้เข้าสู่ตลาดและไปถึงมือองค์กรหรือผู้ใช้บริการรายย่อยได้” นายอาทิตย์กล่าว
สะท้อนว่า ระยะเวลาในการหมุนรอบจะสั้นลงๆ สามารถพัฒนาจากห้องแล็บไปสู่ตลาดจะเร็วขึ้น ทุกสังคมพูดถึงแพลตฟอร์ม พยายามปรับใช้ AI ให้ความสำคัญเรื่องนี้หมด สิ่งที่ทุกคนทำคล้ายกันคือ เก็บของที่ทำได้ดีไว้ พยายามดันให้เดินต่อไปและเอาผลกำไรจากสิ่งที่ทำได้นั้นมาเป็นตัวขับเคลื่อน หรือเป็นทรัพยากรให้ไปทำของใหม่
“คำว่าบริษัทเทคโนโลยีการเงิน ไม่ได้ไปเปลี่ยนธนาคาร แต่เกิดจากการที่เรามีบริษัทหรือรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่มีขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี โดยที่ธนาคารยังคงทำธุรกิจในรูปแบบเดิม แต่เป็นธนาคารที่มีความเพรียว มองความเสี่ยงและผลตอบแทน ถ้าผลตอบแทนไม่คุ้มก็ไม่ทำ”นายอาทิตย์กล่าวในที่สุด
หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 41 ฉบับที่ 3,744 วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564- 2 มกราคม พ.ศ.2565






