thansettakij
thansettakij
ดีล “STEC-STPI” ไม่คืบ ดันราคา หุ้นพุ่ง  68%

ดีล “STEC-STPI” ไม่คืบ ดันราคา หุ้นพุ่ง 68%

10 ก.ย. 64 | 08:20 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ก.ย. 64 | 16:20 น.

ผู้ถือหุ้น STEC- STPI ร้องก.ล.ต. หลังดีลซื้อ STIT มูลค่า 674 ล้านบาท เกือบ 1 ปีไม่คืบ พบราคาหุ้นพุ่งจากต่ำสุดไปสูงสุดกว่า 67% โบรกมองกระทบราคาหุ้น จากความคาดหวังดีล แต่ไม่กระทบปัจจัยพื้นฐาน

กรณีที่นางน้ำทิพย์ วิชชุเกรียงไกร ตัวแทนกลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (STEC) และนายภานุพงศ์ คุโณปการพันธ์ ตัวแทนกลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัท เอส ที พี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) (STPI) ได้ยื่นหนังสือถึงเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอให้ดำเนินการสอบสวน คณะกรรมการ STEC และ STPI

 

เนื่องจากกระทำการโดยทุจริตและฝ่าฝืนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลที่เป็นเท็จต่อผู้ถือหุ้นและประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535

 

ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 STEC ได้แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทว่า จะขอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการเข้าซื้อกิจการบริษัท เอส ที ไอ จำกัด (STIT) จาก STPI เป็นบริษัทในเครือของซิโน-ไทย มูลค่าประมาณ 674 ล้านบาท โดยคณะกรรมการ STEC ได้ชี้แจงถึงข้อดีและประโยชน์ที่จะได้รับจากการซื้อ STIT ซึ่งในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 มีมติอนุมัติให้ดำเนินการเข้าซื้อแล้ว แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาถึงปัจจุบันเกือบ1 ปี ยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ และคาดว่าคณะกรรมการ STEC อาจมีวาระให้ยกเลิกการซื้อกิจการดังกล่าวในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม ผู้ถือหุ้นรายย่อย STEC และ STPI มองว่า พฤติกรรมของคณะกรรมการบริษัทมีความไม่โปร่งใส และมีเจตนาจงใจฝ่าฝืนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อย STEC มีจำนวน 22,700 ราย และ STPI จำนวน 11,400 ราย ได้รับความเสียหายจากการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นเท็จต่อผู้ถือหุ้นและประชาชนทั่วไป และไม่ได้แจ้งความคืบหน้าใดๆ ให้ผู้ถือหุ้นทราบ

 

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบราคาหุ้น STEC และ STPI ย้อนหลังตั้งแต่วันที่มีการแจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 พบว่า ราคาหุ้น STEC ปิดที่ 11.10 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 4.31% และเพิ่มขึ้น 2.20 บาท หรือ 19.81% เมื่อเทียบกับราคาวันที่ 8 กันยายน 2564 ปิดที่ 13.30 บาท โดยราคาปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 16.30 บาท เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2564 ปรับเพิ่มขึ้น 5.20 บาท หรือ 46.84% เมื่อเทียบกับวันที่ 24 กันยายน 2563 และเพิ่มขึ้น 6.60 บาท หรือ 68.04% เมื่อเทียบกับราคาต่ำสุดที่ 9.70 บาท เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563

การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นตระกูล ชาญวีรกุล

ด้านราคาหุ้น STPI วันที่ 24 กันยายน 2563 ปิดที่ 3.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.04 บาท หรือ 1.19% และเพิ่มขึ้น 1.06 บาท หรือ 31.17% เมื่อเทียบกับวันที่ 8 กันยายน 2564 ปิดที่ 4.46 บาท โดยราคาปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 5.20 บาท เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 เพิ่มขึ้น 1.80 บาท หรือ 52.94% เทียบกับวันที่ 24 กันยายน 2563 และเพิ่มขึ้น 2.10 บาท หรือ 67.74% เมื่อเทียบกับราคาต่ำสุดที่ 3.10 บาท เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563

 

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไอร่า จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวเป็น Sentiment ลบต่อราคาหุ้นของ STEC และ STPI ภายใต้ความคาดหวังก่อนหน้าว่า การเข้าซื้อกิจการ STIT ของ STEC จะส่งผลดีต่อผลประกอบการของทั้ง STEC ที่ช่วยลดต้นทุน ส่วน STPI จะมีกระแสเงินสดจากการขาย STIT แต่ไม่มีผลต่อข้อมูลในเชิงพื้นฐานของ STEC มากนัก โดยคาดว่า STEC ยังมีจุดเด่นจาก Backlog ที่ล่าสุดคาดว่าอยู่ในระดับ 100,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถรับความเสี่ยงจากความล่าช้าในการเปิดประมูลโครงการต่างๆ ของภาครัฐ และรองรับการเติบโต 3-4 ปีข้างหน้า แม้ไม่มีงานใหม่เข้ามา

 

นอกจากนี้ คาดว่าในช่วง 5 -10 ปีข้างหน้า STEC มีโอกาสรับงานเพิ่มจากโครงการสนามบินอู่ตะเภา มูลค่า 70,000 ล้านบาท และเมืองการบิน มูลค่า 100,000 ล้านบาท รวมถึงฐานะการเงินดี เป็น Net Cash และยังมีความสามารถในการรับงานเพิ่ม

 

ทั้งนี้ คาดว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2564 ชะลอตัว หลังได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ทั้งการปิดที่พักคนงาน และหยุดงานก่อสร้างในพื้นที่สีแดงเข้ม

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 41 ฉบับที่ 3,713 วันที่ 12 - 15 กันยายน พ.ศ. 2564