
ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยวูบ ผลักทุนไทย-เทศเผ่น
KKP Research ชี้ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจลดลง จากเงินทุนไหลออกต่อเนื่อง แถมโควิด-19 ระลอก 3 ยืดเยื้อกระทบเศรษฐกิจ หลายสำนักทยอยปรับลดคาดการณ์ จี้ปรับประเทศให้ดึงดูดเทคโนโลยี หรือเทรนด์โลกใน 3-5 ปี
การระบาดของโควิด-19 ไม่เพียงทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยด้วย ซึ่ง KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร จับสัญญาณว่า ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจลดลงในหลายมิติ ทั้งจากสัดส่วนการลงทุนโดยตรง(FDI) ในไทยเมื่อเทียบกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ลดลงเหลือเพียง 10% เท่านั้น ในปี 2559-2562 จากที่เคยสูงเกินกว่า 30% ในช่วงปี 2543-2550
ไม่ใช่แค่ต่างชาติเท่านั้น ที่เริ่มหนีจากไทย คนไทยไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะไตรมาสแรกปี 2564 ออกไปแล้วกว่า 3 แสนล้านบาทสูงสุดในรอบ 10 ปี ขณะการลงทุนทางตรงในต่างประเทศของบริษัทไทย (TDI) ก็เพิ่มสูงขึ้นจาก 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ในปี 2549 เพิ่มเป็น 34% ในปี 2562
นอกจากนั้นระบบสาธารณสุขของไทยที่่เคยรับมือกับการระบาดของโควิด-19 รอบแรกและรอบ 2 ได้ดี และน่าจะเป็นจุดแข็งในการดึงดูดการลงทุนด้านสาธารณสุุขเข้ามาในไทยกลับพังทลายลง หลังการระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ที่รุนแรงและยืดเยื้อ
ขณะเดียวกันหลายสำนักเศรษฐกิจยังทยอยปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2564 ลง โดยล่าสุด KKP research ปรับลดจีดีพีจากเดิมคาดว่า จะขยายตัว 1.5% เหลือ 0.5% และศูนย์วิจัยธนาคาร ไทยพาณิชย์ หรือ EIC เองก็ปรับลดจีดีพีลงจากเดิม 1.9% มาอยู่ที่ 0.9% ด้วยเช่นกัน
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาคธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เปิดเผยว่า ภายใต้มาตรการ ล็อกดาวน์ เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศ หากประสิทธิภาพ ลดอัตราการติดเชื้อลงได้แค่ 20% มีความเป็นไปได้ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะยืดเยื้อถึงสิ้นปี เพราะประชาชนจะล็อกดาวน์ตัวเอง ความเชื่อมั่นอาจยังไม่กลับมา
ดังนั้นแนวโน้มการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่จะเลื่อนออกไป โดยยังไม่เกิดขึ้นในปี 2565 เพราะมีปัจจัยเสี่ยงหลากหลายเช่น 1. ไวรัสกลายพันธุ์ยิ่งจำเป็นเพิ่มสัดส่วนประชากรให้ได้รับวัคซีนถึง 90%, 2.ความเร็วในการกระจายวัคซีน และ 3.พฤติกรรมของคนที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน หรือคนฉีดวัคซีนแล้วการ์ดตก
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงค่อนข้างมากที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจปี 64 และ ปี 65 เช่น สถานการณ์ระบาดของโควิด การเปิดประเทศของประเทศอื่นๆ อาจเจอปัญหาเดียวกัน ซึ่งนักท่องเที่ยวยังไม่มั่นใจที่จะเดินทาง หรือนโยบายการคลัง เม็ดเงินที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีความต่อเนื่อง ความเปราะบางของธุรกิจและครัวเรือนที่จะมีผลต่อกิจกรรมเศรษฐกิจ
ในแง่ของนโยบายการเงินนั้น มีข้อจำกัด เพราะหากให้ความช่วยเหลือสภาพคล่องจะเป็นภาระหนี้กับประชาชนและธุรกิจในระยะต่อไป หากการระบาดยืดเยื้อและเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวกลับมา จำเป็นต้องประสานนโยบายการเงินและการคลัง เพราะมองไปข้างหน้า แม้เครื่องยนต์จุดติดขึ้นมาบ้าง แต่ยังมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก เพราะการฟื้นตัวยังไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะภาคบริการที่ยังไม่กลับมา
นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร TTB Analytics กล่าวว่า ทีทีบีปรับลดการเติบโตของจีดีพีปี 2564 จากเดิม 1.9% เหลือ 0.9% เหตุผลหลัก มาจากการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวเพียง 1% จากเดิมที่คาดโต 3% ขณะที่การลงทุนยังไม่กลับมา ส่วนการส่งออกเป็นความหวังเดียว แต่มีความเสี่ยงสูง หากโควิดลามภาคการผลิต/โรงงานการผลิต จะทำให้ส่งออกไปไม่ได้ จึงต้องจับตาการติดเชื้อในกลุ่มโรงงานหรือภาคการผลิต
ตอนนี้ต้องจัดการสถานการณ์แพร่ระบาดและจำนวนผู้ติดเชื้อ ให้ผ่านไปได้ก่อน แต่ระยะยาวยังต้องลดความยุ่งยากอีกหลายเรื่อง รวมทั้งการลดความยุ่งยากกฎหมายกฎระเบียบต่างๆด้วย
ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทยกล่าวว่า ถ้ามองในระยะไม่ไกลมาก 6-12 เดือน การส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักเครื่องยนต์เดียวของเศรษฐกิจไทย เห็นได้จากเมื่อประเทศใหญ่สหรัฐฯ จีน ยุโรป ฟื้นตัวและอยู่กับโควิดได้ ระดับเศรษฐกิจกลับสู่ปกติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ เศรษฐกิจดีขึ้น ยังมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงเทรนด์การลงทุนระยะยาวของโลก ธุรกิจขนาดใหญ่ ลงทุนเทคโนโลยีสีเขียวทั้งภาคพลังงานและขนส่ง เป็นอานิสงส์การส่งออกไทยที่อิงวัฎจักรของเศรษฐกิจโลก
“ขณะนี้ความต้องการสินค้าไทยในการส่งออกยังมี เพราะอั้นมาตั้งแต่จากการระบาดโควิด เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย กำลังซื้อจึงดีในระยะสั้น แต่แนวโน้ม 1-2 ปีข้างหน้า การส่งออกอาจจะไม่ดีนัก จำเป็นต้องปรับในประเทศ ให้ดึงดูดเทคโนโลยี หรือสินค้าที่เทรนด์โลกต้องการใน 3-5 ปีข้างหน้าต่อไป” ดร.พชรพจน์กล่าว
หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 41 ฉบับที่ 3,699 วันที่ 25 - 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564






