thansettakij
thansettakij
อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดตลาด “อ่อนค่า”ที่ระดับ 32.85บาท/ดอลลาร์

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดตลาด “อ่อนค่า”ที่ระดับ 32.85บาท/ดอลลาร์

22 ก.ค. 64 | 00:37 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ก.ค. 64 | 15:58 น.

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะพลิกกลับ “แข็งค่า”เนื่องจากปัญหาการระบาดของ COVID-19 ในไทยยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น และจุดเลวร้ายสุดของการระบาดยังมาไม่ถึง

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.85 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ  32.84 บาทต่อดอลลาร์มองกรอบเวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.75-32.90 บาท/ดอลลาร์

 

นายพูน  พานิชพิบูลย์   นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทยระบุว่า แนวโน้มค่าเงินบาท เรายังมองไม่เห็นโอกาสที่เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าได้ในเร็วนี้ เนื่องจากปัญหาการระบาดของ COVID-19 ในไทยยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น และเรามองว่า จุดเลวร้ายสุดของการระบาดยังมาไม่ถึง ทำให้ เราคงประเมินว่า นักลงทุนต่างชาติก็ยังสามารถทยอยขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทย ซึ่งแรงเทขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติยังคงกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้

 

อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นนี้ หากตลาดคลายกังวล ปัญหาการระบาด COVID-19 ทั่วโลก ก็อาจทำให้ เงินดอลลาร์กลับมาอ่อนค่าลง หลังผู้เล่นในตลาดไม่จำเป็นต้องถือสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Asset) เพื่อหลบความผันผวนในตลาด ซึ่งการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ก็อาจทำให้ เงินบาทไม่อ่อนค่าหนัก ทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ได้เร็ว

 

ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการมีความไม่มั่นใจต่อแนวโน้มค่าเงิน เรามองว่า ควรใช้จังหวะที่ความผันผวนของเงินบาทไม่ได้สูงมาก หลังจากที่เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบที่ไม่กว้างนัก ในการพิจารณาใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงินที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ Options เพื่อช่วยให้การบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ความหวังแนวโน้มผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ได้หนุนให้ ผู้เล่นในตลาดเดินหน้าทยอยซื้อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น (Buy on Dip) โดยในฝั่งสหรัฐฯ ดัชนี Dowjones ปิดตลาด +0.83% หนุนโดยกาปรับตัวขึ้นของหุ้นในกลุ่ม Cyclical ส่วนดัชนี S&P500 ก็ปรับตัวขึ้นราว +0.82% เช่นกัน ขณะที่ หุ้นในกลุ่มเทคฯ ก็ปรับตัวขึ้นจากแนวโน้มผลประกอบการที่อาจเติบโตได้ดีมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ หนุนให้ ดัชนี Nasdaq ปิดบวกราว +0.92% 

 

ส่วนในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ก็ปรับตัวขึ้น +1.78% โดยได้รับแรงหนุนจากความหวังรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้เล่นในตลาดกลับมาทยอยซื้อหุ้นในกลุ่ม Cyclical คืน หนุนให้ หุ้นเกี่ยวข้องกับธุรกิจการบินปรับตัวขึ้น Safran +4.55%, Airbus +4.38% นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มการเงินก็ปรับตัวขึ้นรับแนวโน้มผลกำไรออกมาดีโดดเด่น เช่นกัน Santander +3.91%, BNP Paribas +3.15% ซึ่งภาพดังกล่าว สอดคล้องกับมุมมองของเรา ที่เชื่อว่า การปรับฐานหุ้นยุโรปเป็นเพียงแค่การปรับฐานในระยะสั้น เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรป รวมถึงแนวโน้มผลกำไรหุ้นยังสามารถขยายตัวได้ดี ทำให้หุ้นยุโรปจะกลับมาปรับตัวขึ้นต่อได้ไม่ยาก

 

ในฝั่งตลาดบอนด์ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาด ได้ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มทยอยขายทำกำไรการถือครองบอนด์ระยะยาวออกมาบ้าง ทำให้ บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 4bps สู่ระดับ ยังคงทรงตัวใกล้ระดับ 1.28% นอกจากนี้ ภาพของตลาดการเงินที่กังวลต่อปัญหาการระบาดของ COVID-19 ลดลง ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดมีความต้องการถือเงินดอลลาร์ เพื่อหลบความผันผวนลดลงตามด้วย ส่งผลให้ เงินดอลลาร์กลับมาอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก  โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 92.80 จุด หนุนให้สกุลเงินหลัก อาทิ เงินยูโร (EUR) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.179 ดอลลาร์ต่อยูโร ส่วนเงินเยน (JPY) ก็กลับมาอ่อนค่าลงสู่ ระดับ 110.2 เยนต่อดอลลาร์

สำหรับวันนี้ ตลาดจะติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยตลาดมองว่า ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) จะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 3.5 แสนราย ต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤติ COVID-19

ฝั่งยุโรป เรามองว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ทั่วยุโรปที่ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นรวดเร็ว จะส่งผลให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประเมินว่า นโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องผ่อนคลายต่อไป เพื่อช่วยพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเรามองว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ย Deposit Facility Rate ไว้ที่ระดับ -0.50% พร้อมกับ เดินหน้าอัดฉีดสภาพคล่องผ่านการทำคิวอีต่อไป ทั้งนี้ เรามองว่า ECB ก็มีโอกาสทยอยใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นได้ในปีหน้า ตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง หนุนโดยการลงทุนขนานใหญ่ผ่าน EU Recovery fund ที่จะเริ่มทยอยเบิกจ่ายและลงทุนได้ในไตรมาสที่ 3 นี้

 

และในฝั่งเอเชีย ปัญหาการระบาดของ COVID-19 จะทำให้บรรดาธนาคารกลางส่วนใหญ่ในเอเชียเลือกที่จะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป เพื่อประคับประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจ โดย เรามองว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (7-Day Reverse Repo) ไว้ที่ระดับ 3.50% สอดคล้องกับการปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในปีนี้เหลือ +3.8% อย่างไรก็ดี เรามองว่า BI มีแนวโน้มทยอยใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นได้ในครึ่งหลังปีหน้า หากเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น

 

นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจและการประชุมธนาคารกลางดังกล่าว ตลาดจะติดตามรายงานผลประกอบการขอบริษัทจดทะเบียนที่เริ่มกลับมาเป็นที่สนใจของบรรดาผู้เล่นในตลาด อาจพอช่วยพยุงให้ตลาดไม่ได้ปรับฐานรุนแรงมากนักจากความกังวลปัญหาการระบาดของ COVID-19 ทั้งนี้ ความรุนแรงรวมถึงระยะเวลาของการปรับฐานอาจขึ้นกับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในแต่ละภูมิภาค

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เช้าวันนี้ (22 ก.ค.) เงินบาทปรับตัวอยู่ในกรอบแคบๆ ที่ระดับ 32.82-32.86 บาทต่อดอลลาร์ฯ ใกล้เคียงระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ฯ ทั้งนี้แม้ว่าแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยจะชะลอลงหลังมีแรงซื้อคืนสินทรัพย์เสี่ยงในหลายตลาด แต่เงินบาทก็ยังขาดแรงหนุนที่ชัดเจน เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด 19 ยังไม่ลดระดับลง ขณะที่เกิดคลัสเตอร์ใหม่และจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันของไทยยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง 

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดไว้ที่ 32.75-32.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์และมาตรการสกัดโควิด 19 ในประเทศและต่างประเทศ ผลการประชุมนโยบายการเงินของ ECB ตลอดจนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และยอดขายบ้านมือสองเดือนมิ.ย.