
ตลาดชี้ชะตา “หอมสุวรรณภูมิ 1” ติดล็อก DNA สกัดพันธุ์ข้าวไทย
ถอดบทเรียนข้าวหอมมะลิ 105- กข15 ชี้ตลาดโลกคือผู้ชี้ขาดมาตรฐานข้าว ดัน “Texture” เป็นจุดขายแทน DNA จี้ผู้ส่งออกเร่งทดสอบตลาด รับ “สุวรรณภูมิ 1” ก่อนสหรัฐ-เวียดนามชิงตลาด หวั่นเกณฑ์พันธุกรรมสกัดงานวิจัยข้าวไทย
KEY
POINTS
- ข้าวพันธุ์ใหม่ “หอมสุวรรณภูมิ 1” เทียบกับข้าวขาวดอกมะลิ105 มีความคล้ายคลึงทางพันธุกรรม 87.45% ซึ่งไม่ถือว่าเป็นกลุ่มพันธุ์ข้าวเดียวกัน ทำให้โรงสีส่วนใหญ่ชะลอการรับซื้อเพราะกังวลปัญหาด้านมาตรฐานและการปลอมปน
- ความแตกต่างทาง DNA เกิดจากการพัฒนาพันธุ์ให้ทนน้ำท่วมและต้านทานโรค แต่การยึดติดกับเกณฑ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ซึ่งเสี่ยงถูกกดราคาหรือปฏิเสธการรับซื้อ
- มีข้อเสนอให้ตัดสินคุณภาพข้าวจากรสสัมผัส (Texture) ที่ผู้บริโภคยอมรับ ไม่ใช่แค่ตัวเลข DNA เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยในอนาคต
- เสนอให้ภาคส่งออกนำข้าวไปทดลองตลาดโลก และสร้างตำแหน่งทางการตลาดเป็น “ข้าวหอมพรีเมียมพันธุ์ใหม่” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้โรงสีและเกษตรกร
นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย และที่ปรึกษาสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ “ข้าวสุวรรณภูมิ 1” หรือชื่อเดิม “ข้าวหอมสยาม 2” ที่รับรองโดยกรมการข้าว มีความเหมือนทางพันธุกรรม (DNA) กับข้าวหอมมะลิเดิม 87.45% ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย (Thai Hom Mali Rice) ผลตรวจดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ทำให้โรงสีในหลายพื้นที่เกิดความลังเลและชะลอการรับซื้อ เนื่องจากกังวลความเสี่ยงด้านมาตรฐาน การจัดชั้นคุณภาพ และปัญหาการปลอมปน ส่งผลให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวสายพันธุ์ใหม่อาจได้รับผลกระทบจากการถูกปฏิเสธรับซื้อ หรือถูกกดราคา ทั้งที่เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวของนักวิจัยไทย
“ความแตกต่างของ DNA ในข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่เกิดจากการปรับปรุงพันธุกรรม โดยใส่ยีนสำคัญเพิ่มเข้าไป 2 ตัว ได้แก่ ยีนทนน้ำท่วมฉับพลัน และยีนต้านทานโรคพืช เพื่อแก้ไขข้อจำกัดของข้าวพันธุ์เดิม ดังนั้น การตรวจวัดความเหมือนทางพันธุกรรมโดยนับรวมมาร์กเกอร์ที่เกี่ยวข้องกับยีนที่เพิ่มเข้ามา ย่อมทำให้ผลตรวจแตกต่างจากข้าวหอมมะลิพันธุ์ดั้งเดิม”
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพันธุกรรมส่วนใหญ่ยังคงมีพื้นฐานจากข้าวหอมมะลิ ซึ่งในการนำตัวเลข DNA มาเป็นเงื่อนไขตัดสินและปฏิเสธการรับซื้อตั้งแต่ต้นทาง โดยไม่ได้พิจารณาคุณภาพข้าวและคุณลักษณะในการบริโภคอย่างรอบด้าน อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทย และสร้างภาระให้กับเกษตรกรที่ลงทุนปลูกตามแนวทางการพัฒนาพันธุ์ใหม่
ย้อนบทเรียน กข15–ข้าวหอมมะลิ 105 ตลาดเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน
เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์การพัฒนาพันธุ์ข้าวไทย พบว่าความแตกต่างของสายพันธุ์และการจัดชั้นทางการค้าไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยนายเกรียงศักดิ์ ยกตัวอย่างกรณีข้าวหอมมะลิ 105 กับข้าว กข15 ซึ่งในช่วงแรกสามารถตรวจแยกความแตกต่างทางวิทยาศาสตร์ได้ และภาคการค้าเคยแยกซื้อขายกันอย่างชัดเจน แต่เมื่อเวลาผ่านไป การยอมรับของผู้บริโภคและพฤติกรรมตลาดกลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางการค้า เนื่องจากผู้บริโภคเห็นว่าข้าวทั้งสองสายพันธุ์มีคุณลักษณะและรสสัมผัสใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ภาคการค้าและมาตรฐานปรับตัว จนสามารถยอมรับและรับซื้อรวมในกลุ่มข้าวหอมมะลิได้
“ในอดีต ข้าวหอมมะลิก็ไม่ได้มีมาตรฐานสำเร็จรูปมาตั้งแต่ต้น แต่เกิดจากชาวนาเป็นผู้เริ่มปลูก นำออกสู่ตลาดแล้วผู้บริโภคเกิดความพึงพอใจจนตลาดขยายตัว ดังนั้น ตลาดและการยอมรับของผู้บริโภคจึงเป็นตัวสร้างมาตรฐานอย่างแท้จริง”
ชูจุดขาย Texture ไม่ใช่ DNA หวั่นปิดทางวิจัยพันธุ์ข้าวไทย
นายเกรียงศักดิ์ กล่าวว่า หลักคิดสำคัญของการบริโภคข้าวต้องพิจารณาจากคุณภาพที่ผู้บริโภคสัมผัสได้จริง ทั้งความนุ่ม ความหอม และความอร่อย หรือ Texture ไม่ใช่ตัวเลข DNA จากห้องปฏิบัติการเพียงอย่างเดียว หากอุตสาหกรรมข้าวไทยยังยึดติดกับกรอบการตรวจ DNA อย่างเข้มงวด โดยกำหนดให้ข้าวพันธุ์ใหม่ต้องมีความเหมือนกับข้าวหอมมะลิเดิมทุกประการ จะกลายเป็นข้อจำกัดต่อการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวในอนาคต
"การปรับปรุงพันธุ์พืชให้รับมือกับสภาพภูมิอากาศ โรคพืช และความเสี่ยงด้านการผลิต จำเป็นต้องพัฒนาคุณลักษณะทางพันธุกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ เช่น ข้าวหอมสยาม ซึ่งเป็นข้าวนาปีและข้าวไวแสงเช่นเดียวกับข้าวหอมมะลิ มีจุดเด่นด้านรสสัมผัสที่ดีกว่าข้าวหอมปทุมธานีอย่างเห็นได้ชัด จึงไม่ควรถูกผลักไปอยู่ในชั้นคุณภาพที่ต่ำกว่า หรือถูกกดราคาโดยไม่พิจารณาคุณภาพที่แท้จริง"
จี้ผู้ส่งออกทดสอบตลาดโลก เปิดทางข้าวหอมพรีเมียมพันธุ์ใหม่
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหา นายเกรียงศักดิ์ เสนอว่า ภาคการส่งออกควรเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะสมาคมผู้ส่งออกข้าวและผู้ประกอบการค้าข้าวหอม ควรนำตัวอย่างข้าวสายพันธุ์ใหม่ไปทดลองให้ผู้ซื้อและลูกค้าในต่างประเทศได้หุงชิมและประเมินคุณภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าตลาดยอมรับรสสัมผัสและคุณลักษณะของข้าวดังกล่าวหรือไม่ หากผู้ซื้อในตลาดต่างประเทศยอมรับ และมีความต้องการซื้อในกลุ่มข้าวหอม จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างตลาดรองรับ เมื่อภาคผู้ส่งออกมีความชัดเจนด้านการค้า โรงสีก็จะเกิดความมั่นใจในการเปิดจุดรับซื้อจากเกษตรกร ลดความกังวลเรื่องการแยกกองข้าว การจัดชั้นคุณภาพ และความเสี่ยงจากการถูกปฏิเสธรับซื้อ
นอกจากนี้ การวางตำแหน่งทางการตลาดไม่จำเป็นต้องบังคับให้ข้าวพันธุ์ใหม่เข้าไปอยู่ภายใต้มาตรฐานข้าวหอมมะลิเดิมทั้งหมด แต่ควรเปิดโอกาสให้พัฒนาเป็นสินค้าในกลุ่ม “ข้าวหอมพรีเมียมพันธุ์ใหม่” หรือ “ข้าวพื้นนุ่มมีกลิ่นหอม” พร้อมสร้างมาตรฐานและจุดขายเฉพาะตัวให้ชัดเจน ให้มีการกำหนดมาตรฐานสินค้า การแสดงฉลาก และการจัดชั้นคุณภาพยังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนแก่ผู้ซื้อและผู้บริโภคโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการถกเถียงว่าข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่มี DNA เหมือนข้าวหอมมะลิกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือการสร้างตลาดและมาตรฐานการค้าที่สะท้อนคุณภาพของข้าวอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้งานวิจัยพันธุ์ข้าวไทยกลายเป็นเพียงผลงานในห้องทดลอง และไม่ปล่อยให้เกษตรกรเป็นผู้รับความเสี่ยงจากความไม่ชัดเจนของตลาดเพียงฝ่ายเดียว
โรงสีผวาถูกปรับ 1,000-2,000 บาท ตัดปัญหาไม่รับซื้อ
รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอิสระ และอดีตนักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ เปิดเผยถึงสถานการณ์ข้าวสายพันธุ์ใหม่ “สุวรรณภูมิ 1” หรือ “ข้าวหอมสยาม” ว่า เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยที่มีศักยภาพเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับเกษตรกร โดยใช้เทคโนโลยีจีโนมิกส์ (Genomics) ผสมผสานกับพันธุกรรมข้าวหอมมะลิเดิม ทำให้ได้ข้าวพันธุ์ไวแสง มีคุณสมบัติด้านความหอมและความนุ่มใกล้เคียงข้าวหอมมะลิ จุดเด่นสำคัญคือให้ผลผลิตมากกว่า 500 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าข้าวขาวดอกมะลิ 105 (KDML 105) ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 300–400 กิโลกรัมต่อไร่ โดยมีศักยภาพเพิ่มผลผลิตได้ประมาณ 20–30% ตามข้อมูลเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นทางเลือกให้ชาวนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรายได้ต่อพื้นที่เพาะปลูก
อย่างไรก็ตามแม้จะมีจุดเด่นทั้งด้านคุณภาพและผลผลิต แต่ข้าวสุวรรณภูมิ 1 กลับไม่สามารถขยายตลาดเชิงพาณิชย์ได้ตามศักยภาพ เนื่องจากโรงสีส่วนใหญ่ปฏิเสธรับซื้อ เพราะติดข้อจำกัดของมาตรฐานการค้าและการส่งออกข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งปัจจุบันกำหนดขอบเขตพันธุ์ข้าวหลักไว้เพียง 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 โดย กข15 เป็นพันธุ์ที่นำข้าวขาวดอกมะลิ 105 ไปผ่านกระบวนการฉายรังสีเพื่อให้เหมาะกับการปลูกในพื้นที่ดอนและเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น ขณะที่สุวรรณภูมิ 1 แม้มีลักษณะความหอมและความนุ่มใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้อยู่ในข้อกำหนดสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทยดังกล่าว
สำคัญอยู่ที่ความเสี่ยงของผู้ประกอบการโรงสี หากรับซื้อข้าวสุวรรณภูมิ 1 แล้วนำไปสีหรือจำหน่ายในตลาดข้าวหอมมะลิ เมื่อมีการสุ่มตรวจและพบว่าสายพันธุ์ไม่ตรงตามข้อกำหนด โรงสีอาจถูกตีกลับสินค้าและถูกปรับสูงถึง 1,000–2,000 บาทต่อหน่วยตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โรงสีส่วนใหญ่จึงเลือกตัดปัญหาด้วยการปฏิเสธรับซื้อข้าวสุวรรณภูมิ 1 ตั้งแต่หน้าโรงสี ซึ่งปัญหานี้สะท้อนช่องว่างระหว่างการพัฒนาพันธุ์ข้าวกับระบบการค้า กล่าวคือ แม้ภาควิจัยจะสามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีคุณสมบัติดีขึ้น แต่หากระบบมาตรฐานและกลไกตลาดไม่รองรับ นวัตกรรมก็ไม่สามารถส่งต่อไปถึงเกษตรกรและผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง
ถอดรหัส DNA ข้าวหอม ผลตรวจยังไม่นิ่ง
อีกประเด็นที่ต้องเร่งสร้างความชัดเจน คือการตรวจสอบสายพันธุ์ข้าวด้วยเทคโนโลยี DNA โดย รศ.สมพร ระบุว่า ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยังมีข้อจำกัดและอาจแตกต่างกันตามตัวชี้วัดทางพันธุกรรม หรือ Marker ที่แต่ละห้องปฏิบัติการเลือกใช้ จากการหารือกับผู้เกี่ยวข้อง พบว่า แม้เป็นข้าวหอมมะลิแท้เหมือนกัน แต่หากนำตัวอย่างจากจังหวัดสุรินทร์มาเปรียบเทียบกับข้าวหอมมะลิจากทุ่งกุลาร้องไห้ ผลการตรวจ DNA ก็อาจมีความแตกต่างกันได้ สะท้อนว่าการใช้ผลตรวจจากห้องปฏิบัติการแห่งเดียวเป็นข้อยุติในการจำแนกสายพันธุ์ อาจยังไม่เพียงพอ
“ผลการตรวจ DNA ยังไม่นิ่ง ขึ้นอยู่กับ Marker ที่เลือกใช้ จึงควรส่งตรวจอย่างน้อย 2–3 ห้องปฏิบัติการ เพื่อเปรียบเทียบผลให้เกิดความมั่นใจ ทั้งนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวถือเป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลอ้างอิง (Reference) สำหรับการตรวจวิเคราะห์ที่มีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจำเป็นต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลและมาตรฐานการตรวจ DNA ให้มีความชัดเจน เป็นที่ยอมรับร่วมกัน และสอดคล้องกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ อย่างไรก็ตาม หากยังใช้เกณฑ์การตรวจ DNA และมาตรฐานการค้าแบบเดิม โดยไม่เปิดช่องให้ข้าวสายพันธุ์ใหม่เข้าสู่ระบบตลาด จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมข้าวไทยในระยะยาว”
สหรัฐฯ-เวียดนามเร่งพัฒนาพันธุ์ ไทยเสี่ยงเสียตลาดข้าวหอม
เมื่อพิจารณาการแข่งขันในตลาดโลก พบว่าประเทศคู่แข่งต่างเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมและข้าวคุณภาพสูง โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งใช้ข้าวหอมมะลิไทยเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ (Benchmark) ในการพัฒนาพันธุ์ข้าวตระกูล ST เช่น ST24 และ ST25 รวมถึงพันธุ์ตระกูล OM ก่อนส่งเสริมการปลูกในรูปแบบระบบชุมชน ทำให้สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มปริมาณข้าวหอมคุณภาพสูงเพื่อส่งออกได้อย่างรวดเร็ว
ขณะที่สหรัฐอเมริกา มีรายงานจากข้อมูลของศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวว่า ได้พัฒนาพันธุ์ข้าวหอมชนิดใหม่สำเร็จ และกำลังเร่งขยายพื้นที่เพาะปลูกในรัฐอาร์คันซอ (Arkansas) หากสามารถผลิตข้าวหอมที่มีคุณภาพใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทยได้ในปริมาณมาก ย่อมเป็นความท้าทายต่อการส่งออกข้าวหอมมะลิของไทย โดยเฉพาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและราคา
ส่วนอินเดียใช้แนวทางบริหารจัดการแบรนด์ข้าวบัสมาติ (Basmati) โดยแบ่งกลุ่มตามแหล่งพื้นที่เพาะปลูก เช่น Mango Basmati และ Punjab Basmati เพื่อสร้างความแตกต่างด้านเกรดและมูลค่าเพิ่ม ใช้กลไกราคาและการตลาดเป็นเครื่องมือกำหนดตำแหน่งสินค้า แทนการจำกัดโอกาสของข้าวไว้กับมาตรฐานสายพันธุ์เพียงรูปแบบเดียว
ชง 4 ยุทธศาสตร์ปลดล็อกข้าวไทย
เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและเปิดโอกาสให้ข้าวสุวรรณภูมิ 1 เข้าสู่ระบบการค้า รศ.สมพร เสนอให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1.ฟื้นตลาดกลาง คัดแยกข้าวตามสายพันธุ์ จัดตั้งตลาดกลางรับซื้อข้าว โดยนำรูปแบบตลาดกำนันทรงในอดีตมาประยุกต์ใช้ มีลานคัดแยกและจัดกองข้าวตามสายพันธุ์อย่างชัดเจน เช่น ขาวดอกมะลิ 105 กข79 และสุวรรณภูมิ 1 เพื่อสร้างความมั่นใจให้โรงสีและผู้ซื้อ สามารถรับซื้อและบริหารจัดการสินค้าได้โดยไม่เสี่ยงต่อการปะปนของสายพันธุ์
2.กำหนดตำแหน่งข้าวหอมไทยพรีเมียม กระทรวงพาณิชย์ควรจัดวางตำแหน่งทางการตลาด (Market Positioning) ให้สุวรรณภูมิ 1 อยู่ในกลุ่ม Premium Thai Aromatic Rice โดยกำหนดระดับราคาให้อยู่ระหว่างข้าวหอมมะลิแท้กับข้าวหอมไทยทั่วไป เช่น ปทุมธานี กข79 และ กข85 ซึ่งเป็นข้าวไม่ไวแสงที่เหมาะกับพื้นที่ชลประทาน
3.ใช้โมเดลข้าวไรซ์เบอร์รี่สร้างตลาดเฉพาะ ส่งเสริมการปลูกสุวรรณภูมิ 1 ในรูปแบบแปลงชุมชน ควบคู่กับการแปรรูปและจำหน่ายข้าวถุงภายใต้แบรนด์เฉพาะ รวมถึงสร้างความร่วมมือกับมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ตามแนวทางโมเดลข้าวไรซ์เบอร์รี่ของคุณอภิชาติ ซึ่งสามารถสร้างราคาจำหน่ายได้ถึง 70 บาทต่อกิโลกรัม และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ในราคา 50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถูกกว่าราคาที่เกษตรกรซื้อขายกันเอง
4.สกัดข้าวเตี้ยปนเปื้อนทุ่งกุลาร้องไห้ ภาครัฐต้องเร่งกำกับดูแลรถเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวเตี้ยหรือข้าวปลอมปนเข้าสู่แปลงนาข้าวหอมมะลิ สร้างความเสียหายต่อคุณภาพและความหอมของข้าวหอมมะลิไทย (Diluted Aroma) โดยต้องให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดเครื่องจักรกลการเกษตรก่อนเคลื่อนย้ายระหว่างแปลงนาและพื้นที่เพาะปลูก
รศ.สมพร กล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนาข้าวไทยไม่ควรหยุดอยู่เพียงการรักษามาตรฐานพันธุ์เดิม แต่ต้องสร้างระบบตลาดที่รองรับความหลากหลายของพันธุ์ข้าว เปิดโอกาสให้เกษตรกรเลือกปลูกตามศักยภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด เพราะหากไทยยังติดอยู่กับข้อจำกัดด้านมาตรฐานและการค้า ขณะที่คู่แข่งเดินหน้าพัฒนาพันธุ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลกก็อาจถูกท้าทายมากขึ้น
ย้อนรอยรับรองพันธุ์ข้าวไทย
- ขาวดอกมะลิ 105 (KDML 105): เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ให้ข้าวสวยนุ่ม มีกลิ่นหอมธรรมชาติ ได้รับการรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2502
- ข้าวพันธุ์ กข15 (RD15) ได้รับการรับรองพันธุ์โดยกรมการข้าวเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2521
- ข้าวพันธุ์ “สุวรรณภูมิ 1” หรือที่รู้จักในชื่อ หอมสยาม 2, รหัสสายพันธุ์ RGD03011-MS381-MS193-1-B) เป็นข้าวเจ้าหอมพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาโดย สวทช. (ไบโอเทค) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับการรับรองโดยกรมการข้าว วันที่ 22 กันยายน 2569
- ข้าวพันธุ์หอมสยาม เสนอโดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับรองโดยกรมการข้าวเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569







