thansettakij
thansettakij
ยางแผ่น-ยางก้อนถ้วยราคาดิ่ง! จีนชะลอซื้อ น้ำมันกดดัน กยท. ชี้ทิศทางลง

ยางแผ่น-ยางก้อนถ้วยราคาดิ่ง จีนชะลอซื้อ น้ำมันกดดัน กยท. ชี้ทิศทางลง

ยางแผ่น-ก้อนถ้วยราคาร่วง ตลาดโลกส่งสัญญาณกดดัน หลังตลาดล่วงหน้าญี่ปุ่นและจีนปรับลดลง ด้าน กยท. เตือนแนวโน้มราคายางระยะสั้นยังไม่สดใส มีโอกาสทรงตัวถึงปรับลง จับตาผลผลิตตามฤดูกาล ราคาน้ำมัน และแรงซื้อจากจีน ตัวแปรชี้ทิศทางตลาด

KEY

POINTS

  • ราคายางแผ่นรมควันและยางก้อนถ้วยปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะยางก้อนถ้วยที่ราคาลดลงมากที่สุด
  • ปัจจัยกดดันหลักมาจากความต้องการซื้อจากจีนที่ชะลอตัวลง ประกอบกับความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลก
  • การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ประเมินว่าแนวโน้มราคายางในระยะสั้นมีทิศทางปรับตัวลดลง (Sideway Down) จากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ

นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านบริหาร การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” รายงานสถานการณ์ราคายางพาราประจำวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 พบว่า ราคายางในประเทศเคลื่อนไหวแตกต่างกันตามชนิดยาง โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 และยางก้อนถ้วยปรับตัวลดลง ขณะที่ยางแผ่นดิบคุณภาพดีปรับขึ้นเล็กน้อย และน้ำยางสดทรงตัว

ยางก้อนถ้วยร่วงหนักสุด 1.99 บาทต่อกิโลกรัม

ข้อมูลราคาปิดตลาดซื้อขายยางพาราในประเทศเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า มีรายละเอียดดังนี้

  • ยางแผ่นรมควันชั้น 3 (ไม่อัดก้อน) ปิดที่ 85.41 บาทต่อกิโลกรัม ลดลง 0.44 บาท จาก 85.85 บาทต่อกิโลกรัม
  • ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ความชื้นไม่เกิน 3% ปิดที่ 83.81 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 0.22 บาท จาก 83.59 บาทต่อกิโลกรัม
  • น้ำยางสด ปิดที่ 83.45 บาทต่อกิโลกรัม ทรงตัวจากวันก่อนหน้า

ราคายางพารา

  • ยางก้อนถ้วย DRC 100% ปิดที่ 73.85 บาทต่อกิโลกรัม ลดลง 1.99 บาท จาก 75.84 บาทต่อกิโลกรัม
  • ยางก้อนถ้วย DRC 70% ปิดที่ 51.70 บาทต่อกิโลกรัม ลดลง 1.39 บาท จาก 53.09 บาทต่อกิโลกรัม

การปรับลดลงของยางก้อนถ้วยทั้งสองระดับ DRC สะท้อนแรงกดดันด้านราคาในตลาดวัตถุดิบยาง ขณะที่ยางแผ่นดิบคุณภาพดียังปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าราคายางแต่ละประเภทไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด

 

ตลาดยางพาราล่วงหน้าผันผวน

ด้านตลาดยางพาราล่วงหน้าต่างประเทศประจำวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เคลื่อนไหวผสมผสาน โดยตลาดญี่ปุ่นและจีนปรับตัวลดลง ขณะที่ตลาดสิงคโปร์ปรับขึ้น สะท้อนความแตกต่างของแรงซื้อขายในแต่ละตลาด

  • TOCOM ญี่ปุ่น ปิดที่ 417.50 เยนต่อกิโลกรัม ลดลง 15.10 เยน หรือ 3.49% จากวันก่อนหน้าที่ 432.60 เยนต่อกิโลกรัม
  • SHFE จีน ปิดที่ 18,770 หยวนต่อตัน ลดลง 375 หยวน หรือ 1.96% จาก 19,145 หยวนต่อตัน
  • SICOM สิงคโปร์ ปิดที่ 275.30 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 6.30 ดอลลาร์ หรือ 2.34% จาก 269.00 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม

การปรับลดลงของ TOCOM และ SHFE เป็นแรงกดดันต่อบรรยากาศการซื้อขายยางพารา ขณะที่ SICOM เคลื่อนไหวสวนทาง อย่างไรก็ตาม การประเมินแนวโน้มตลาดต้องพิจารณาทั้งราคายางในแต่ละตลาด ปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทาน ตลอดจนค่าเงินและเงื่อนไขการซื้อขายประกอบกัน

ยางแผ่น-ยางก้อนถ้วยราคาดิ่ง จีนชะลอซื้อ น้ำมันกดดัน กยท. ชี้ทิศทางลง

เปิด 3 ปัจจัยกดดันราคายางพารา จีนชะลอตัว-น้ำมันผันผวน

นายโกศล กล่าว วิเคราะห์ว่า ตลาดยางพารายังได้รับผลกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความต้องการใช้ยางในภาคอุตสาหกรรมและทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

1.ภาคการผลิตจีนชะลอตัว

จีนเป็นผู้บริโภคยางรายสำคัญของโลก หากภาคการผลิตและอุตสาหกรรมที่ใช้ยางขยายตัวช้าลง ย่อมส่งผลต่อความต้องการใช้วัตถุดิบและบรรยากาศการซื้อขายในตลาดยางพาราล่วงหน้า ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผู้ประกอบการต้องติดตาม

2.ราคาน้ำมันดิบผันผวน

น้ำมันดิบเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์และต้นทุนขนส่ง เมื่อราคาน้ำมันปรับลดลงหรือมีความผันผวน อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของยางธรรมชาติเมื่อเทียบกับยางสังเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ทิศทางผลกระทบยังขึ้นอยู่กับอุปสงค์ อุปทาน และต้นทุนในแต่ละช่วงเวลา

3.ความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและนโยบายสหรัฐฯ

ตลาดยังจับตาทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจกระทบความเชื่อมั่นและการตัดสินใจซื้อขายของผู้ประกอบการ ทำให้ตลาดยังขาดปัจจัยบวกที่ชัดเจนสำหรับผลักดันราคาในระยะสั้น

ฝนช่วยจำกัดผลผลิต แต่ราคายังเสี่ยงปรับลง

แม้ตลาดเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก แต่สภาพอากาศยังเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงราคายางได้บางส่วน โดยฝนตกในพื้นที่ปลูกยางหลายแห่งอาจจำกัดการกรีดยางของเกษตรกร ทำให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดลดลงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากสภาพอากาศคลี่คลายลงและการกรีดยางกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ ปริมาณผลผลิตมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ส่งผลให้แรงกดดันด้านอุปทานกลับมาเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการซื้อจากตลาดต่างประเทศยังไม่แข็งแกร่ง

ยางแผ่น-ยางก้อนถ้วยราคาดิ่ง จีนชะลอซื้อ น้ำมันกดดัน กยท. ชี้ทิศทางลง

สำหรับแนวโน้มราคายางพาราในประเทศระยะสั้น กยท. ประเมินว่าราคามีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบทรงตัวถึงปรับลดลง หรือ Sideway Down จากแรงกดดันของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับแนวโน้มผลผลิตที่อาจทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการกรีดยาง ผู้ประกอบการและเกษตรกรจึงควรติดตามทั้งราคายางในประเทศและตลาดล่วงหน้าต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคายางแต่ละชนิดมีความเคลื่อนไหวแตกต่างกัน และอาจได้รับผลกระทบจากคุณภาพวัตถุดิบ ต้นทุนแปรรูป ตลอดจนความต้องการของผู้ซื้อในแต่ละตลาด

จับตา 4 ปัจจัยเสี่ยง กระทบการค้าส่งออกยางไทย

นอกจากปัจจัยราคาในระยะสั้นแล้ว กยท. ระบุประเด็นสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยางต้องติดตาม ดังนี้

1. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน การขนส่งสินค้า และต้นทุนการค้าระหว่างประเทศ

2. ทิศทางราคาน้ำมันดิบ ที่มีความเชื่อมโยงกับราคายางสังเคราะห์และต้นทุนโลจิสติกส์ ตลอดจนการแข่งขันด้านราคาของยางธรรมชาติ

3. ระบบตรวจสอบย้อนกลับ Thai Traceability ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลแหล่งที่มาของยาง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและรองรับความต้องการของตลาดปลายทาง

4. กฎระเบียบ EUDR หรือกฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป ซึ่งมีนัยต่อการส่งออกและการจัดทำข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับ ผู้ประกอบการไทยจึงต้องติดตามข้อกำหนดและเตรียมความพร้อมด้านเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

ภาพรวมราคายางพารายังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากตลาดโลก แม้ฝนตกจะช่วยจำกัดผลผลิตในบางพื้นที่ แต่หากอุปสงค์จากจีนยังไม่ฟื้นตัวและผลผลิตตามฤดูกาลเพิ่มขึ้น ราคายางในประเทศก็มีความเสี่ยงเคลื่อนไหวในทิศทาง Sideway Down ต่อไป โดยมีราคาน้ำมัน ตลาดล่วงหน้า และมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา