thansettakij
thansettakij
อรอุมา ศรีสมัย

จี้รัฐปลดล็อกกฎหมาย ปั้นโอลีโอเคมีแสนล้าน พลิกเกมปาล์มไทย

04 พ.ย. 69 | 21:30 น.

ผ่าเกมอุตสาหกรรมโอลีโอเคมีไทยมูลค่าแสนล้าน ติดกับดักส่งออก CPO สูญเสียโอกาสเพิ่มมูลค่า “ศุภชัย” จี้รัฐออกกฎหมายสร้างดีมานด์ เปิดทางนำเข้าวัตถุดิบ 3 ปี ดึงทุนแปรรูปขั้นสูง ปลดล็อกปาล์มไทยสู่ตลาดโลก

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนเสนอให้รัฐเปลี่ยนบทบาทจากการแทรกแซงตลาดมาเป็นการสนับสนุนและปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันจากการส่งออกวัตถุดิบขั้นต้นไปสู่อุตสาหกรรมโอลีโอเคมีมูลค่าสูง
  • เสนอให้ใช้มาตรการทางกฎหมายสร้างอุปสงค์ในประเทศ เช่น กำหนดสัดส่วนการใช้โอลีโอเคมีในสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสร้างตลาดรองรับและสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน
  • เรียกร้องให้รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกไปยังตลาดโลก

อุตสาหกรรมโอลีโอเคมี หรือการเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตร (น้ำมัน) ให้กลายเป็นวัตถุดิบเคมีมูลค่าสูงของไทย ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่า 100,000 ล้านบาท กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ จากโครงสร้างการพัฒนาที่มุ่งเน้นการส่งออกวัตถุดิบขั้นต้น มากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปขั้นสูง ขณะที่ข้อจำกัดด้านนโยบายและมาตรการภาครัฐ กลายเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปลายน้ำ

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายศุภชัย จินตนาเลิศ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลีโอเคมี ถึงทิศทางการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าน้ำมันปาล์มไทย โดยเสนอให้ภาครัฐปรับบทบาทจากการแทรกแซงตลาด มาเป็นผู้สร้างกลไกอุปสงค์และวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อปลดล็อกการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูปมูลค่าสูง และผลักดันไทยสู่ฐานการผลิตโอลีโอเคมีระดับโลก

ติดกับดักส่งออก CPO นโยบายอุดหนุนซ้ำเติมต้นทุน

นายศุภชัย กล่าวว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการส่งออกสินค้าเกษตรขั้นต้น ทั้งข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง น้ำตาล และน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) มากกว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ มาตรการอุดหนุนการส่งออก CPO ในอดีต ซึ่งภาครัฐเคยให้เงินสนับสนุน 2 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบของโรงงานแปรรูปและอุตสาหกรรมปลายน้ำในประเทศสูงกว่าราคาตลาดโลกในระดับเดียวกันถึง 2 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบคู่แข่งขันในต่างประเทศ

 นายศุภชัย จินตนาเลิศ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตโอลีโอเคมี

ขณะเดียวกัน การจำกัดหรือห้ามนำเข้าวัตถุดิบปาล์มจากต่างประเทศ เพื่อรักษาสมดุลปริมาณวัตถุดิบในประเทศ ยังสร้างความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะโรงงานโอลีโอเคมีขั้นสูงที่ต้องใช้เงินลงทุนตั้งแต่หลักพันล้านถึงหมื่นล้านบาท และจำเป็นต้องมีวัตถุดิบป้อนโรงงานอย่างต่อเนื่องในระยะยาว  ดังนั้นการลงทุนอุตสาหกรรมขั้นสูงต้องมองความมั่นคงของวัตถุดิบเป็นหลัก หากต้นทุนในประเทศสูงกว่าตลาดโลก และไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบมาเสริมได้ นักลงทุนก็ไม่มั่นใจที่จะเข้ามาลงทุน

จี้รัฐออกกฎหมายสร้างดีมานด์ ปูทางลงทุน 3 ปี

นายศุภชัย เสนอว่า ภาครัฐควรใช้มาตรการทางกฎหมายสร้างอุปสงค์ (Demand) ภายในประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันตลาดให้กับผู้ลงทุน คล้ายแนวทางที่เคยใช้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไบโอดีเซล โดยกำหนดสัดส่วนการใช้โอลีโอเคมีในผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคอย่างชัดเจน เบื้องต้นเสนอให้เริ่มจากผลิตภัณฑ์ซักล้างและผงซักฟอก โดยกำหนดสัดส่วนผสมโอลีโอเคมีเริ่มต้น 1% และทยอยปรับเพิ่มขึ้นปีละ 5% เพื่อสร้างตลาดรองรับวัตถุดิบปาล์มในประเทศ และเพิ่มความมั่นใจให้กับโรงงานแปรรูปที่จะเข้ามาลงทุน

พร้อมเสนอให้เปิดช่องนำเข้าวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศได้เป็นการชั่วคราว ภายในกรอบเวลา 3 ปี ในกรณีที่วัตถุดิบในประเทศไม่เพียงพอ เพื่อให้ผู้ลงทุนมีเวลาวางแผนย้ายฐานการผลิต ก่อสร้างโรงงาน และพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อีกประเด็นสำคัญคือ การแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรม ตามขนาดผู้ผลิต ทั้งรายใหญ่ รายกลาง และรายย่อย เพื่อกำหนดแนวทางส่งเสริมที่เหมาะสม ป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมโอลีโอเคมีเข้าไปกระทบธุรกิจปิโตรเคมีเดิม รวมถึงไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ลงมาแข่งขันในตลาดของผู้ผลิตรายย่อย เช่น กลุ่มเครื่องสำอาง

ปาล์มไทยเหลือส่วนเกิน 2.5 ล้านตัน เร่งเพิ่มมูลค่า

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 8 ล้านไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3 ตันต่อไร่ คิดเป็นผลปาล์มสดประมาณ 24 ล้านตันต่อปี ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการสกัดเป็นน้ำมันปาล์ม ซึ่งในจำนวนนี้ มีการใช้บริโภคและผลิตไบโอดีเซลภายในประเทศประมาณ 2.2-2.5 ล้านตันต่อปี ขณะที่น้ำมันปาล์มส่วนเกินอีกกว่า 2.5 ล้านตันต่อปี ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก

นายศุภชัย มองว่า การส่งออก CPO ซึ่งเป็นวัตถุดิบขั้นต้น ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่ม หากสามารถนำส่วนเกินดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โอลีโอเคมีปลายน้ำ จะช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ทั้งโรงงานผลิตสารเคมีชีวภาพ บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ ตลอดจนการจ้างงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาตลาดบริโภคภายในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป เมื่อไทยกำลังเผชิญวิกฤตประชากรลดลง โดยอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าอัตราการเกิด และมีการประเมินว่าประชากรไทยอาจลดลงเหลือประมาณ 35 ล้านคนในอีก 20 ปีข้างหน้า ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมโอลีโอเคมีจำเป็นต้องวางเป้าหมายตลาดส่งออกควบคู่กับการสร้างตลาดในประเทศ เพื่อรองรับกำลังการผลิตและสร้างความคุ้มค่าการลงทุนในระยะยาว

ชูท่าเรือน้ำลึกอันดามัน เปิดตลาด 2,000 ล้านคน

อีกหนึ่งคอขวดสำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการขาดท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันที่สามารถรองรับเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ 60,000-100,000 ตัน นายศุภชัยระบุว่า ในบางช่วงประเทศไทยมีปริมาณส่งออก CPO และผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องสูงถึงเดือนละ 300,000-400,000 ตัน แต่การขนส่งไปยังตลาดยุโรปและอินเดียยังมีข้อจำกัดด้านเส้นทางและขนาดเรือ ส่งผลให้ต้องแบกรับต้นทุนขนส่งทางบกสูง หรือใช้เส้นทางผ่านท่าเรือฝั่งอ่าวไทยและอ้อมผ่านสิงคโปร์

“การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออก โดยเฉพาะตลาดอินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน และเมียนมา ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 2,000 ล้านคน ถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบอุตสาหกรรมสูง โดยเฉพาะอินเดียที่กำลังเร่งขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 10 ล้านไร่ และมีความต้องการต้นกล้าพันธุ์จากไทย สะท้อนโอกาสทางการค้าทั้งด้านวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์แปรรูป หากไทยสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมโยงตลาดฝั่งอันดามันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ปั้นสินค้าโอลีโอเคมีไทย เจาะตลาดพรีเมียม

นอกจากการแปรรูปวัตถุดิบแล้ว ไทยควรต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคและสร้างจุดขายระดับพรีเมียม โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และเอกลักษณ์ความเป็นไทยเป็น Soft Power ทางการค้า  ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ ได้แก่ มาการีนคุณภาพสูง ผลิตภัณฑ์ซักล้างที่มีกลิ่นและเอกลักษณ์แบบไทย สารสกัดสำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยางรถยนต์ เทียนไขและแว็กซ์ ตลอดจนผลิตภัณฑ์น้ำมันสำหรับสปาและธุรกิจนวด ซึ่งสามารถพัฒนาจากวัตถุดิบปาล์มและโอลีโอเคมีให้ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพและบริการระดับพรีเมียม

นายศุภชัย กล่าวว่า ไทยมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ ผู้ประกอบการ และความเชี่ยวชาญในการผลิต แต่จำเป็นต้องปลดล็อกข้อจำกัดเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถพัฒนาสินค้าและแข่งขันในตลาดโลกได้เต็มศักยภาพ สิ่งที่อยากขอจากภาครัฐคือ ช่วยอยู่เฉย ๆ ลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ไม่ต้องเข้ามาแทรกแซงตลาดมากเกินไป แต่ขอให้ช่วยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่จำเป็น เปิดทางให้เอกชนทำธุรกิจได้อย่างเต็มที่

โจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมโอลีโอเคมีไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมัน แต่คือการเปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง สร้างตลาดรองรับด้วยกลไกกฎหมาย และเชื่อมโยงการผลิตสู่ตลาดโลก หากปลดล็อกได้ครบทั้งนโยบาย วัตถุดิบ และโลจิสติกส์ “ปาล์มไทย” จะมีโอกาสก้าวพ้นกับดักส่งออก CPO ไปสู่การเป็นฐานอุตสาหกรรมชีวเคมีมูลค่าแสนล้านอย่างแท้จริง

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,250 วันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569