thansettakij
thansettakij
ชงครม.สัญจรอุดรฯ 3.5 หมื่นล้าน พลิกโฉมเศรษฐกิจอีสานเหนือ

ชงครม. สัญจรอุดรฯ 3.5 หมื่นล้าน พลิกโฉมเศรษฐกิจอีสานเหนือ

จับตา ครม.สัญจรอุดรธานี 3 พ.ย. เอกชนผนึกกำลังชง 47 โครงการ วงเงินกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ชายแดน ดันเหมืองโปแตช–พืชสวนโลก ปักหมุดอุดรฯ สู่ฮับการค้าและลงทุนอีสานเหนือ รับมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดน 1.9 ล้านล้านบาท

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนและจังหวัดอุดรธานีเตรียมเสนอแผนงานและโครงการมูลค่ารวมกว่า 3.5 หมื่นล้านบาทต่อที่ประชุม ครม.สัญจร เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจภาคอีสานตอนบน
  • งบประมาณส่วนใหญ่มุ่งเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ และการค้าชายแดน เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าไปยังรถไฟลาว-จีน
  • ผลักดันโครงการสำคัญอื่นๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาเหมืองแร่โปแตชเพื่อความมั่นคงด้านปุ๋ย และการส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE)

นับถอยหลังสู่การประชุม ครม.สัญจร อุดรธานี 3 พฤศจิกายน นี้ จับตาเมกะโปรเจ็กต์พลิกโฉมเศรษฐกิจอีสานเหนือ เมื่อทางจังหวัดและภาคเอกชนในพื้นที่ผนึกกำลังเตรียมเสนอแผนลงทุน ทั้งโครงข่ายคมนาคม ระบบโลจิสติกส์ และการค้าชายแดน หวังปลดล็อกข้อจำกัดด้านขนส่ง เชื่อมโยงแหล่งผลิตสู่ตลาดต่างประเทศ

ชง 3.5 หมื่นล้าน ดันเมกะโปรเจ็กต์บูมอีสาน

นายกัณฑ์พงศ์ สุระวรรณวิจิตร ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี

นายกัณฑ์พงศ์ สุระวรรณวิจิตร ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ณ จังหวัดอุดรธานี เป็นโอกาสสำคัญที่ภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม และภาคการค้าในพื้นที่จะร่วมกันผลักดันโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค โดยเฉพาะโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงเมือง แหล่งผลิต ศูนย์กระจายสินค้า และพื้นที่การค้าชายแดนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ จังหวัดอุดรธานีได้รวบรวมข้อเสนอแผนงานและโครงการเพื่อเสนอในการประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 2/2569 โดยแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ การผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร การพัฒนาการค้าชายแดน การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการปราบปรามยาเสพติด รวม 34 โครงการ วงเงิน 5,717.68 ล้านบาท ในจำนวนนี้ ด้านการค้าชายแดนมี 6 โครงการ วงเงิน 4,312.85 ล้านบาท ขณะที่ด้านการท่องเที่ยวมี 15 โครงการ วงเงิน 1,007.92 ล้านบาท ส่วนการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหารมี 7 โครงการ วงเงิน 300.09 ล้านบาท และการปราบปรามยาเสพติด มี 6 โครงการ วงเงิน 96.83 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งมาตรการเร่งด่วนและข้อเสนอระยะยาว

'อุดรธานี' ชงเมกะโปรเจ็กต์ ครม. สัญจร

ขณะเดียวกัน กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ยังเสนอแผนพัฒนาอีก 13 โครงการ วงเงินรวม 29,376.54 ล้านบาท โดยมีโครงการด้านการค้าชายแดน 3 โครงการ วงเงิน 27,582.64 ล้านบาท เป็นสัดส่วนหลัก สะท้อนความสำคัญของการยกระดับระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค

ติดตั้งเครื่องเอกซเรย์ตู้สินค้า สกัดของเถื่อน-ยาเสพติด

นายอนุพงศ์ มกรานุรักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะโครงการติดตั้งระบบตรวจสอบตู้สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์แบบติดตั้งประจำที่ (Fixed X-Ray) ณ ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า (ICD/UD YARD) ในนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทางรางและทางถนน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบของกรมศุลกากร

โครงการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งเชื่อมโยงกับโครงข่ายรถไฟลาว–จีน โดยระบบตรวจเอกซเรย์จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการคัดกรองตู้สินค้า ลดขั้นตอนการยกขนซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจปล่อยสินค้า พร้อมกันนี้ ยังช่วยรับมือกับความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายที่อาจกดราคาผลผลิตของเกษตรกรไทย การขนส่งยาเสพติด และสารเคมีตั้งต้นของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย

นายอนุพงศ์ มกรานุรักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี

ปัจจุบัน ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ซึ่งมีพื้นที่โครงการรวม 2,170 ไร่ โดยพัฒนาลานเปลี่ยนถ่ายสินค้าและเขตศุลกากรแล้วกว่า 116 ไร่ พร้อมก่อสร้างรางรถไฟแยกเชื่อมเข้าสู่ลานโดยตรงเสร็จสมบูรณ์ ขณะที่ผู้พัฒนานิคมฯ พร้อมสนับสนุนพื้นที่ติดตั้งระบบให้ภาครัฐโดยไม่คิดค่าที่ดิน การติดตั้งเครื่องเอกซเรย์จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มระบบโลจิสติกส์ของพื้นที่

เร่งผุด ICD  รับค้าชายแดน 1.9 ล้านล้าน

โดยเฉพาะหลังสถานีรถไฟอุดรธานีในเขตเมืองได้หยุดให้บริการขนส่งสินค้า เพื่อรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบราง ขณะที่พื้นที่หน้าด่านศุลกากรหนองคายมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และความแออัด  ศูนย์ ICD ในนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีจึงมีศักยภาพทำหน้าที่เป็นจุดตรวจสอบและเปลี่ยนถ่ายสินค้าภายในประเทศ ก่อนส่งต่อไปยัง สปป.ลาว จีนตอนใต้ และประเทศอื่นในภูมิภาค รวมถึงเชื่อมโยงการขนส่งลงสู่ท่าเรือแหลมฉบังและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ในปี 2568 มูลค่าการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทยรวมอยู่ที่ประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท ขยายตัว 6% โดยการค้าผ่านแดนเติบโต 23% และการค้าผ่านแดนด้าน สปป.ลาว ขยายตัวกว่า 32% สอดรับกับการเติบโตของการขนส่งผ่านรถไฟลาว–จีน อย่างไรก็ตาม การจัดหาและติดตั้งเครื่องเอกซเรย์แบบประจำที่ รวมถึงการก่อสร้างอาคารกำบังรังสีและทดสอบระบบ ต้องใช้เวลาประมาณ 12-18 เดือน ภาคเอกชนจึงเห็นว่าควรเร่งผลักดันโครงการให้สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไว้แล้ว เพื่อเตรียมรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ดันเหมืองโปแตช สร้างความมั่นคงปุ๋ยไทย

อีกหนึ่งโครงการที่ภาคเอกชนจับตาคือการพัฒนาเหมืองแร่โปแตช ซึ่งถูกมองว่าเป็นทรัพยากรสำคัญในการต่อยอดอุตสาหกรรมปุ๋ยและเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัดอุดรธานี หากสามารถพัฒนาแหล่งแร่และเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำได้อย่างเหมาะสม

นายอนุพงศ์กล่าวว่า การมีวัตถุดิบโปแตชในประเทศจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านปุ๋ย ลดการพึ่งพาการ นำเข้า และเปิดทางให้เกิดอุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยสำเร็จรูปในพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้งและสงครามระหว่างประเทศ เช่น รัสเซีย–ยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่อราคาและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยโลก

“การมีวัตถุดิบโปแตชในประเทศจะช่วยต่อยอดสู่อุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยสำเร็จรูป ทำให้เกษตรกรอุดรธานีรวมถึงในพื้นที่อื่น ๆ มีโอกาสเข้าถึงปุ๋ยในราคาที่แข่งขันได้ ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”

สำหรับความคืบหน้าโครงการ ข้อมูลจากภาคเอกชนระบุว่าอยู่ระหว่างเตรียมการขุดเจาะ โดยมีความพร้อมด้านสัมปทานและเงินทุนจากรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลกลางจีน ทั้งนี้ การดำเนินโครงการยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อชุมชน และการกำกับดูแลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การลงทุนสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่กับความยั่งยืนของพื้นที่

ต่อยอดพืชสวนโลก เมืองไมซ์ ดึงงานนานาชาติ

นอกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าและอุตสาหกรรมแล้ว อุดรธานียังมีโอกาสต่อยอดการเติบโตจากการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ หลังได้รับการประเมินต่ออายุการเป็นเมืองไมซ์ซิตี้อีก 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2569-2574 โดยมีงานมหกรรมพืชสวนโลก พ.ศ. 2569 การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 50 หรืออุดรธานีเกมส์ และกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 40 เป็นกิจกรรมสำคัญในการดึงดูดผู้เข้าร่วมงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

อีกหนึ่งเป้าหมายคือการเสนอตัว เป็น เจ้าภาพจัดงาน World Buffalo Congress ปี 2029 หรือ พ.ศ. 2572 โดยอุดรธานีมีจุดแข็งด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับควาย รวมถึงการพัฒนาควายสวยงามและการอนุรักษ์พันธุ์ควาย ในปี 2569 คณะผู้แทนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีมีกำหนดเข้าร่วมการ ประชุม World Buffalo Congress ที่ประเทศอิตาลี เพื่อเสนอข้อมูลทางวิชาการและผลักดันการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ โดยต้องระดมทุนเพิ่มเติมประมาณ 500,000 บาท จากงบประมาณรวม 700,000 บาท หลังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) แล้ว 200,000 บาท

 “ภาคเอกชนมองว่า การเชื่อมโยงงานพืชสวนโลก เมืองไมซ์ การท่องเที่ยว และการค้าชายแดนเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ จะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ดึงการลงทุน และกระจายรายได้ไปยังจังหวัดใกล้เคียงได้มากขึ้น”

ทั้งนี้ การผลักดันโครงการต่าง ๆ ผ่าน ครม.สัญจร ยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาและจัดลำดับความสำคัญของภาครัฐ โดยภาคเอกชนหวังให้การหารือครั้งนี้นำไปสู่การขับเคลื่อนโครงการที่ตอบโจทย์ศักยภาพของพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้อุดรธานีเป็นศูนย์กลางการค้า การขนส่ง และการลงทุนของอีสานเหนือในระยะยาว