thansettakij
thansettakij
เช็กน้ำในเขื่อนล่าสุด 2569 เหลือ 84% จับตาเอลนีโญแรงปลายปี

เช็กน้ำในเขื่อนล่าสุด 2569 เหลือ 84% จับตาเอลนีโญแรงปลายปี

อัปเดตสถานการณ์น้ำในเขื่อนทั่วประเทศ ณ วันที่ 23 ต.ค. 2569 มีน้ำกักเก็บ 64,337 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ 4 เขื่อนหลักเจ้าพระยามีน้ำ 76% ต่ำกว่าปีก่อน 4,872 ล้าน ลบ.ม. จับตาเอลนีโญมีโอกาสมากกว่า 90% พัฒนาเข้าสู่ระดับรุนแรงมากช่วงปลายปี

KEY

POINTS

  • ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศล่าสุดอยู่ที่ 84% ของความจุ ซึ่งน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำรวม 76% ของความจุ ต่ำกว่าปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ
  • ต้องเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นมากในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์น้ำในฤดูแล้ง

23 ตุลาคม 2569 กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2569 จากทั้งหมด 496 แห่ง พบว่ามีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 64,337 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 84% ของความจุอ่าง ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 3,162 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ที่ 40,358 ล้าน ลบ.ม. หรือ 77% ลดลงจากปีก่อน 3,160 ล้าน ลบ.ม.สำหรับความจุที่ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกอยู่ที่ 12,345 ล้าน ลบ.ม. หรือ 16% ของความจุรวม สะท้อนว่าสถานการณ์น้ำแต่ละพื้นที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งการบริหารจัดการน้ำช่วงปลายฤดูฝนและการสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง

 

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ  ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2569

เปิด 35 เขื่อนใหญ่ทั่วประเทศ น้ำเกิน 80% จำนวน 22 แห่ง

ข้อมูลอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง พบว่ามีปริมาณน้ำรวม 59,573 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 84% ของความจุ และเป็นน้ำใช้การได้ 36,022 ล้าน ลบ.ม. หรือ 76% อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% ของความจุ มี 22 แห่ง ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนแม่มอก เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนสิรินธร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนคลองสียัด เขื่อนบางพระ เขื่อนหนองปลาไหล เขื่อนประแสร์ เขื่อนนฤบดินทรจินดา เขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนปราณบุรี

ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำ 51-80% มี 13 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง เขื่อนลำปาว เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแชะ เขื่อนลำนางรอง เขื่อนทับเสลา เขื่อนกระเสียว เขื่อนรัชชประภา และเขื่อนบางลาง

อย่างไรก็ตาม มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 7 แห่งที่มีปริมาณน้ำเกินเกณฑ์ Upper Rule Curve (URC) ได้แก่ เขื่อนกิ่วลม เขื่อนทับเสลา เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนหนองปลาไหล เขื่อนนฤบดินทรจินดา และเขื่อนแก่งกระจาน ขณะที่ไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แห่งใดมีปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ 

4 เขื่อนหลักเจ้าพระยา น้ำเหลือ 76% ต่ำกว่าปีก่อนเกือบ 4,900 ล้าน ลบ.ม.

สถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 23 ตุลาคม 2569 มีปริมาณน้ำรวม 18,913 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 76% ของความจุ ต่ำกว่าปี 2568 จำนวน 4,872 ล้าน ลบ.ม. ส่วนปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ที่ 12,205 ล้าน ลบ.ม. หรือ 68% เพิ่มขึ้นจากวันก่อน 9 ล้าน ลบ.ม. และยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 5,870 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีผลต่อการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง

จับตาเอลนีโญแรงขึ้น มีโอกาสเกิน 90% เข้าสู่ระดับรุนแรงมาก

อีกปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังคือสถานการณ์เอลนีโญ ซึ่งมีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีความน่าจะเป็นมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเข้าสู่ระดับรุนแรงมาก (Very Strong) ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569 ก่อนจะอ่อนกำลังลงในระยะต่อไป และคาดว่าจะต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2570 ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวทำให้การติดตามปริมาณน้ำต้นทุนและการวางแผนใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมีความสำคัญมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของเอลนีโญไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะมีฝนน้อยหรือเกิดภัยแล้งในระดับเดียวกัน จึงต้องพิจารณาควบคู่กับปริมาณฝนและสถานการณ์น้ำในแต่ละพื้นที่

จัดสรรน้ำฤดูฝน ปลูกข้าวนาปี 16.97 ล้านไร่

สำหรับแผนบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2569 ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม-31 ตุลาคม 2569 กรมชลประทานกำหนดปริมาณน้ำต้นทุนทั่วประเทศ ณ วันที่ 1 พฤษภาคม ไว้ที่ 21,398 ล้าน ลบ.ม. มีความต้องการใช้น้ำ 32,237 ล้าน ลบ.ม. และวางแผนจัดสรรน้ำ 14,956 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นภาคการเกษตร 7,045 ล้าน ลบ.ม. การรักษาระบบนิเวศและกิจกรรมอื่น ๆ 6,221 ล้าน ลบ.ม. การอุปโภคบริโภค 1,435 ล้าน ลบ.ม. และอุตสาหกรรม 255 ล้าน ลบ.ม. โดยวางแผนเพาะปลูกข้าวนาปี 16.97 ล้านไร่

ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำต้นทุน 7,533 ล้าน ลบ.ม. วางแผนจัดสรรน้ำ 4,500 ล้าน ลบ.ม. และวางแผนเพาะปลูกข้าวนาปี 8.08 ล้านไร่ ขณะที่ลุ่มน้ำแม่กลองมีปริมาณน้ำต้นทุน ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 จำนวน 4,211 ล้าน ลบ.ม. และวางแผนจัดสรรน้ำ 4,000 ล้าน ลบ.ม. สำหรับช่วงวันที่ 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม 2569

บางระกำรับน้ำแล้ว 22% ส่วน 10 ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยารับน้ำ 86%

ด้านการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลาก ข้อมูล ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ระบุว่า พื้นที่บางระกำสามารถรองรับน้ำได้เต็มความจุ 400 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีน้ำรวมทั้งน้ำที่รับเข้าพื้นที่และน้ำฝน 88 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 22% ของความจุ โดยเกษตรกรเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวนาปีครบ 100% ของพื้นที่เป้าหมาย 280,000 ไร่แล้ว ขณะที่พื้นที่ลุ่มต่ำ 10 ทุ่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง สามารถรองรับน้ำได้รวม 1,306 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีน้ำสะสม 1,075 ล้าน ลบ.ม. หรือ 86% ของความจุ ส่วนพื้นที่เพาะปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวนาปีครบ 100% ของเป้าหมาย 920,000 ไร่แล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำในเขื่อนที่ต่ำกว่าปีก่อน ประกอบกับแนวโน้มเอลนีโญที่อาจรุนแรงขึ้นช่วงปลายปี ทำให้การติดตามปริมาณน้ำกักเก็บ น้ำใช้การได้ และแผนจัดสรรน้ำเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนวางแผนใช้น้ำได้อย่างเหมาะสมในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปี 2570

ทั้งนี้ กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมรับมือฝนตกหนักและอุทกภัย พร้อมบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการรักษาระบบนิเวศ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์