thansettakij
thansettakij
ราคายางพาราขยับใกล้ 100 บาท ผลผลิตไทยจ่อหดปีละ 10% เตือนซัพพลายตึงตัว

ราคายางพาราขยับใกล้ 100 บาท ผลผลิตจ่อหดปีละ 10% เตือนซัพพลายตึงตัว

15 ต.ค. 69 | 06:16 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ต.ค. 69 | 06:19 น.

ราคายางพาราขาขึ้น ยางแผ่นทะลุ 90 บาทต่อกิโลกรัม รับอานิสงส์ตลาดโลกตึงตัวและต้นทุนยางสังเคราะห์สูง แต่ส่งออกไทย 8 เดือนแรกหดตัวทั้งปริมาณและมูลค่า ขณะผลผลิตในอีก 5 ปีเสี่ยงลดปีละ 10% จับตาความมั่นคงด้านวัตถุดิบระยะยาว

KEY

POINTS

  • ราคายางพาราไทยปรับตัวสูงขึ้น โดยยางแผ่นมีราคาขยับเข้าใกล้ 100 บาทต่อกิโลกรัม ได้รับแรงหนุนจากอุปทานโลกที่ตึงตัวและราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น
  • อุปทานยางในตลาดโลกอยู่ในภาวะตึงตัว เนื่องจากความต้องการใช้ยางธรรมชาติสูงกว่าปริมาณผลผลิต ประกอบกับปัญหาภัยแล้งในอินโดนีเซียและมาเลเซีย
  • มีการคาดการณ์ว่าผลผลิตยางพาราของไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องปีละประมาณ 10% เนื่องจากต้นยางมีอายุมากขึ้นและการปลูกทดแทนมีน้อย

ราคายางพาราไทยยังอยู่ในระดับสูง รับแรงหนุนจากอุปทานโลกที่ตึงตัว ราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มต้นทุนยางสังเคราะห์ที่เป็นคู่แข่งสำคัญ และความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมยางล้อและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างไรก็ตาม ภาพการส่งออกของไทยยังเผชิญแรงกดดัน โดย 8 เดือนแรกปี 2569 ปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลง ขณะที่ระยะยาวยังมีความเสี่ยงจากผลผลิตในประเทศที่มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง
หลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทย

 

นายหลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทย  เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันราคายางพาราอยู่ในระดับดีมาก โดยยางก้อนถ้วยมีราคามากกว่า 80 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนยางแผ่นอยู่ที่มากกว่า 90 บาท และขยับเข้าใกล้ 100 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม

นายหลักชัยระบุว่า ราคายางพาราในปี 2569 เฉลี่ยทั้งปีสูงกว่าปีก่อนประมาณ 20–30% โดยมองว่าปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์เพิ่มขึ้น ผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรมจึงมีแรงจูงใจหันมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น ประกอบกับปัญหาภัยแล้งและฝนไม่ตกต่อเนื่องนาน 4 เดือนในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยางสำคัญของภูมิภาค ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลงและทำให้อุปทานในตลาดตึงตัว

ราคายางขยับขึ้น รับอานิสงส์ซัพพลายโลกตึงตัว

ข้อมูลจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สะท้อนทิศทางราคาที่สอดคล้องกัน โดยคาดการณ์ว่ายางแผ่นรมควันชั้น 3 ระหว่างวันที่ 12–16 ตุลาคม 2569 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 89.50–92.00 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากราคาเฉลี่ย 89.04 บาทต่อกิโลกรัมในสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่น้ำยางสดคาดอยู่ที่ 86.40–89.00 บาทต่อกิโลกรัม และยางแผ่นดิบคุณภาพดีอยู่ที่ 85.70–88.50 บาทต่อกิโลกรัม

นอกจากนี้ ภาพรวมราคายางเฉลี่ยในช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม 2569 ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนมากกว่า 40% สะท้อนแรงหนุนด้านราคาในช่วงดังกล่าว แม้การเปลี่ยนแปลงของราคาจะแตกต่างกันตามชนิดยาง คุณภาพ และช่วงเวลาที่เปรียบเทียบ

อีกปัจจัยที่หนุนราคาคือภาวะอุปทานโลกไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) ประเมินว่า ปี 2569 โลกจะมีความต้องการใช้ยางธรรมชาติ 15.356 ล้านตัน ขณะที่ผลผลิตอยู่ที่ 15.039 ล้านตัน หรือมีส่วนต่างประมาณ 317,000 ตัน ภาวะดังกล่าวเป็นแรงสนับสนุนราคาตลาด หากความต้องการยังอยู่ในระดับสูงและผลผลิตไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทัน

ส่งออก 8 เดือนลดทั้งปริมาณและมูลค่า

แม้ราคายางจะอยู่ในระดับสูง แต่ข้อมูลการส่งออกของไทยในช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม 2569 ยังสะท้อนความท้าทาย โดยไทยส่งออกยางพาราแล้วปริมาณ 1.615 ล้านตัน ลดลงจาก 1.790 ล้านตันในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าส่งออกอยู่ที่ 103,296 ล้านบาท ลดลงจาก 114,326 ล้านบาท หรือหดตัวประมาณ 10%

เมื่อพิจารณาตลาดส่งออก 5 อันดับแรก พบว่าจีนยังเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่า 31,154 ล้านบาท ลดลง 29% รองลงมาคือญี่ปุ่น 12,281 ล้านบาท ลดลง 8% มาเลเซีย 10,592 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% สหรัฐอเมริกา 8,526 ล้านบาท ลดลง 10% และเวียดนาม 5,601 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49%

ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าภาพการส่งออกแตกต่างกันไปในแต่ละตลาด โดยเฉพาะจีนซึ่งมีมูลค่าลดลงมาก ขณะที่เวียดนามและมาเลเซียยังขยายตัวได้ อย่างไรก็ตาม การส่งออกในภาพรวมยังต้องติดตามทั้งด้านปริมาณ ความต้องการซื้อ และราคาขาย เพื่อประเมินรายได้จากการส่งออกอย่างรอบด้าน

สำหรับทั้งปี 2568 ไทยส่งออกยางพารา 2.669 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 164,961 ล้านบาท ขณะที่นายหลักชัยประเมินว่ามูลค่าส่งออกในภาพรวมได้รับแรงหนุนจากราคาที่สูงขึ้น แม้ปริมาณส่งออกจะลดลง

ผลผลิตไทยเสี่ยงลดปีละ 10% ใน 5 ปี

นายหลักชัยประเมินว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ผลผลิตยางพาราของไทยมีแนวโน้มลดลงปีละประมาณ 10% เนื่องจากการปลูกยางใหม่มีไม่มาก ขณะที่ต้นยางเดิมทยอยมีอายุมากขึ้น ประเด็นนี้อาจกลายเป็นความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรม หากความต้องการใช้ยางธรรมชาติยังเติบโต แต่ปริมาณวัตถุดิบในประเทศกลับลดลงต่อเนื่อง

ด้านผลกระทบจากภัยธรรมชาติ นายหลักชัยระบุว่า กรณีน้ำท่วมในภาคใต้ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีของทุกปี ต้นยางพาราโดยทั่วไปสามารถทนน้ำท่วมขังได้นานเกือบ 1 เดือนโดยไม่ตาย แต่ผลกระทบเกษตรกรจะไม่สามารถกรีดยางได้ชั่วคราว จึงกระทบต่อปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในช่วงเกิดเหตุ ต่างจากทุเรียนที่มีความอ่อนไหวต่อน้ำท่วมขังมากกว่า อย่างไรก็ตาม ฝนตกหนักและสภาพอากาศแปรปรวนในพื้นที่ปลูกยางยังอาจทำให้การกรีดลดลงและกดดันปริมาณผลผลิตในระยะสั้น

เศรษฐกิจโลกฟื้น หนุนส่งออกแต่ต้องจับตาความเสี่ยง

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจ นายหลักชัยมองว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าจะขยับจาก 3.1% ในปีนี้เป็น 3.4% ในปีหน้า เป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกไทย โดยชี้ว่าการส่งออกของไทยยังขยายตัวได้ดีในหลายช่วงเวลา ส่วน GDP ไทยปี 2569 ประเมินว่ามีโอกาสเติบโตมากกว่า 2% และอาจไปถึง 2.3% ตามกรอบของสภาพัฒน์ สูงกว่าคาดการณ์ 2.1% ของ IMF โดยมีราคาสินค้าเกษตรที่ดีขึ้นเป็นหนึ่งในแรงสนับสนุนที่สำคัญ

อย่างไรก็ดี ทิศทางราคายางในระยะต่อไปยังต้องติดตามเศรษฐกิจจีน ยอดขายรถยนต์ และความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมยางล้อ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจกระทบความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและเพิ่มต้นทุนขนส่ง ขณะเดียวกัน ตลาดซื้อขายล่วงหน้าในเอเชียยังเคลื่อนไหวแตกต่างกัน โดยตลาดเซี่ยงไฮ้และสิงคโปร์ปรับขึ้น แต่ตลาดโตเกียวปรับลดลง สะท้อนความผันผวนของตลาดยาง

ภาพรวมจึงเป็นช่วงที่ราคายางพารายังได้แรงหนุนจากอุปทานโลกตึงตัว แต่การส่งออกไทยยังไม่ฟื้นตัวในทุกตลาด และผลผลิตในประเทศมีความเสี่ยงลดลงในระยะยาว การติดตามตลาดส่งออกควบคู่กับปริมาณวัตถุดิบและสภาพอากาศจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางอุตสาหกรรมยางพาราไทยนับจากนี้